Monday, September 24, 2012

เคล็ด ลาง อาถรรพ์ ความเชื่อ งมงายหรือท้าทายวิทยาศาสตร์

 

              วันที่ ๑๘  สิงหาคมของทุกปี  ถือว่าเป็น  “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”   ด้วยว่าวันนี้ในปี   พ.ศ. ๒๔๑๑  เป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งในวงการการศึกษาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทย    เพราะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง  ที่ตำบลหว้ากอ  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  อันเป็นปรากฏการณ์ที่พระองค์ได้ทรงคำนวณไว้ก่อนล่วงหน้าถึง ๒ ปีว่าจะเกิดขึ้น  และได้เกิดเป็นจริงตามที่ทรงทำนายไว้ ต่อหน้าผู้ตามเสด็จฯ และแขกบ้านแขกเมือง เช่น  เซอร์แฮรี่ ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์  กงสุลอังกฤษ และคณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ตามไปสังเกตการณ์  ซึ่งในขณะนั้นชาติทางตะวันตก ยังไม่มีการคำนวณได้ล่วงหน้าถึงขนาดนี้มาก่อนเลย   แต่พระองค์สามารถบอกกำหนดวัน เวลาที่เกิดสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การคำนวณในครั้งนั้นทรงคำนวณด้วยพระองค์เอง และเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น นอกจากนี้  พระองค์ยังได้สร้างหอดูดาวบนเขาวัง จังหวัดเพชรบุรี  และทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทยก่อนประเทศทางตะวันตกหลายปี  อีกทั้งยังทรงออกประกาศเตือนล่วงหน้าที่ชื่อว่า“ประกาศดาวหางขึ้นอย่า วิตก”เพื่อมิให้ประชาชนตื่นตระหนกเกี่ยวกับดาวหางตามความเชื่อเดิม อันถือได้ว่าเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของไทย ด้วยพระอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว  ในปีพ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี  คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในการน้อมเกล้าน้อมฯถวายพระราชสมัญญาแด่พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”  และกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคม อันเป็นวันที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงตามที่ทรงคำนวณไว้ เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”

            สุริยุปราคา  เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน   ดวงจันทร์จึงบังแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก  เป็นเหตุให้เราเห็นดวงอาทิตย์มืดไปบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งจะมี ๓ ลักษณะ  คือ สุริยุปราคาเต็มดวง  สุริยุปราคาบางส่วน   และสุริยุปราคาแบบวงแหวน   คนในสมัยก่อนซึ่งไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะกลัวการเกิดสุริยุปราคามาก เพราะเชื่อว่าการที่ท้องฟ้าจู่ๆก็มืดมิดไปนั้น  เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาทำให้ดวงอาทิตย์มืดมนไป  หรือบ้างก็เชื่อว่าเกิดจากพระราหูอมพระอาทิตย์ หรือพระจันทร์  เพื่อแก้แค้นที่ทำให้ตนถูกจับได้    ตอนแอบปลอมตัวไปร่วมกินน้ำทิพย์อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร และถูกพระนารายณ์ขว้างจักรใส่จนตัวเหลือครึ่งท่อน  ดังนั้น เมื่อเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคาครั้งใด ชาวบ้านก็จะช่วยกันตีเกราะ เคาะไม้หรือส่งเสียงดังๆเพื่อทำให้พระราหูตกใจ และคลายพระอาทิตย์  พระจันทร์ออกมา  นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่า การปรากฏของดาวหางจะนำสิ่งเลวร้ายมาสู่โลก หรือทำให้บุคคลสำคัญๆต้องเสียชีวิตลง

            นั่นคือส่วนหนึ่งของความเชื่อในสมัยโบราณ  ซึ่งความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร  ทำให้คนไม่รู้จัก  หรือไม่ทราบสาเหตุของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  อย่างไรก็ดี   แม้ว่าปัจจุบันวิทยาการต่างๆจะได้เจริญรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง  จนมนุษย์กำลังจะก้าวไปสู่ยุคนาโนเทคโนโลยีแล้วนั้น   ปรากฏว่าความเชื่อในเรื่องเคล็ด ลาง อาถรรพ์ หรือสิ่งเหลือเชื่อก็ยังมีอยู่ทั่วโลก  แม้แต่ในประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้วก็ตาม   ซึ่งบางเรื่องก็มีเหตุผลรองรับ   บางเรื่องก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ เพราะไม่อาจพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่คนก็ยังเลือกที่จะเชื่อ   ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม  จะขอยกตัวอย่างบางส่วนมากล่าวถึงต่อไป

             ตัวเงินตัวทอง  คนไทยเราจะถือว่าถ้าตัวเงินตัวทองเข้ามาอยู่ในบริเวณบ้านหรือไปเห็นมันเข้า จะทำให้เกิดความอัปมงคลหรือเป็นการบอกลางร้ายแก่บุคคลนั้น  การที่ถือเช่นนี้ ก็เพราะว่า ตัวเงินตัวทอง มีชื่อที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปว่า “เหี้ย”  อันเป็นคำด่าหมายถึง เลวทราม ต่ำช้า  ทำให้ใครก็ตามที่เห็นหรือได้ยินเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี  อีกทั้ง “เหี้ย” ยังเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ตระกูลเดียวกับตะกวด ที่ชอบกินของเน่าเสียเป็นอาหาร  สัตว์ชนิดนี้จึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความอัปมงคล เพราะชอบคลุกคลีกับสิ่งเน่าเหม็น ที่ถือว่าเป็นสิ่งไม่ดีไม่งาม  ดังนั้น ปัจจุบันจึงมักเรียกมันใหม่ว่า ตัวเงินตัวทอง เพื่อให้เกิดรู้สึกในทางบวก  และเชื่อว่าถ้าเรียกแบบนี้จะให้โชคลาภแก่คนที่เห็นและเรียก  ยกเว้นการนำมันไปปล่อยในบางสถานที่ ถือว่าเป็นการด่าโดยอ้อม

            จิ้งจกทักและคนจาม  ตำราว่าไว้ว่า เวลาจะยาตรา คือ เดินทางไปที่ต่างๆ ถ้าจิ้งจกทักหรือคนจามจะบอกเหตุ ดังนี้ ข้างหน้า ให้เร่งไปโดยเร็วจะมีชัย  ข้างหลัง แม้นไปจะได้ทุกข์ ซ้าย จะมีชัย   ขวา จะรับทุกข์ บน อย่าเดินทางเป็นอันขาด อันตรายมาก  ไต่บนเท้า จะพบโชคชัย  ส่วนการถือลางเกี่ยวกับคนจามของคนผิวขาว เขาบอกไว้ว่า คนจาม วันต่างๆจะให้ผล ดังนี้  จามวันจันทร์ ภยันตรายจะเกิดกับท่าน วันอังคาร จะได้จูบกับคนแปลกหน้า  พุธ จะได้รับจดหมายหรือบัตร  พฤหัสบดี จะสิ้นทุกข์และดีขึ้น  ศุกร์จะพบความเศร้าโศก และวันอาทิตย์ จะปลอดภัยต่ออันตรายทั้งปวง (วันเสาร์ไม่มีได้บอกไว้) นอกจากนี้ยังถือว่า หากจะไปไหนแล้วแมวดำวิ่งตัดหน้า ให้งดเดินทาง เพราะจะประสบอันตราย

            ศุกร์ ๑๓   ชาวคริสต์และคนตะวันตกจะถือว่าเลข ๑๓ เป็นเลขอัปมงคล  โดยมีสาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้ายของเยซูคริสต์ที่เรียกกันว่า  The  Last  Supper นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์รวม ๑๓ คน และในวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๓ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์  เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ ๑๓ เป็นวันอาถรรพ์ หรือวันโชคร้าย  นอกจากนี้ยังมีความเชื่อของฝรั่งโบราณที่มิให้ตัดเล็บวันศุกร์ เพราะกลัวว่าแม่มดจะขโมยเล็บไปเสกให้เราเป็นแม่มดไปด้วย  และวันศุกร์ยังใช้เป็นวันประหารนักโทษสมัยก่อน  ดังนั้น ทั้งวันศุกร์และเลข ๑๓ จึงเป็นลางร้ายของฝรั่ง  ทำให้โรงแรมต่างๆในยุโรปไม่ค่อยมีห้องเบอร์ ๑๓  บางแห่งถือมากก็ไม่มีชั้นที่ ๑๓ ด้วยซ้ำ โดยนับข้ามไปเป็น ๑๔ เลย

            ความเชื่อเกี่ยวกับประจำเดือนผู้หญิง   ในสมัยโบราณบางชาติ จะใช้ประจำเดือนของผู้หญิงทำเป็นยาเสน่ห์ เช่น บางคนจะหยดประจำเดือนของตนลงไปในน้ำชา ๒-๓ หยดให้ชายคนรักดื่ม โดยเชื่อว่าจะทำให้เขาไม่เบื่อหน่ายเธอ  ส่วนคนไทยถือว่าผู้หญิงหากมีประจำเดือน หากเดินผ่านร่องผักหรือต้นไม้บางชนิด เช่น สะระแหน่ พลู ฯลฯจะทำให้ต้นไม้เหล่านี้เหี่ยวเฉาตาย  รวมทั้งห้ามผู้ชายที่มีเครื่องรางของขลังสมสู่กับหญิงที่มีประจำเดือน เพราะจะทำให้อาคมเสื่อม

            การทรงเจ้าเข้าผี   มักจะบอกว่ามีองค์ของเทพเจ้า หรือพระมหากษัตริย์ในอดีตที่คนเคารพนับถือมาประทับร่าง   โดยผู้ที่เป็นร่างทรงจะเปลี่ยนบุคลิกไปทันทีเมื่อองค์เข้า  ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือกิริยาท่าที  เป็นที่น่าสังเกตว่า  ผู้ที่มาหาร่างทรง  ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่มีปัญหาชีวิต เช่น เรื่องเรียน  ธุรกิจการงาน  เรื่องในครอบครัว ฯลฯ อยู่แล้ว ทำให้ไม่สบายใจ  การไปหาร่างทรงก็เพื่อไปขอคำแนะนำในการแก้ปัญหา  หรือเพื่อสร้างความมั่นใจและกำลังใจให้เพิ่มขึ้น

            นอกจากข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆอีก  ได้แก่  การบนถวายของบางสิ่งบางอย่างต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือเพื่อขอให้สม ปรารถนา เช่น บนไข่ต้มกับพระแก้วมรกต เพราะเชื่อว่าเป็นของที่ท่านชอบ ท่านก็จะบันดาลให้ได้ตามที่ตนขอ  หรือพ่อค้าแม่ขายแขวนปลัดขิก (เครื่องรางที่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย)หรือวางนางกวักไว้หน้าร้านขายของ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ค้าขายคล่อง  และที่แปลกคือ มีผู้บอกว่า ใครเห็นคนกวาดถนนแล้ว ตรงไปคำนับสามครั้งจะโชคดี หรือถ้าไปสมัครงาน แล้วแวะไปคำนับคนกวาดขยะก่อนสามครั้ง จะได้รับบรรจุเข้าทำงานทันที  ฯลฯ

            เคล็ด ลาง  อาถรรพ์  และความเชื่อเหล่านี้  บางเรื่องบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องงมงาย   เพราะหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้  โดยเฉพาะหลายๆเรื่องเป็นกลอุบายของคนโบราณในการสอน แต่เมื่อนำมาเล่าหรือปฏิบัติต่อๆกันมา เหตุผลเดิมก็ค่อยๆเลือนหายไป  ทำให้ไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น   และก็มีไม่น้อย ที่มีผู้นำความเชื่อในอดีตมาหลอกลวงผู้ที่กำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์และมีปัญหา ทำให้ยอมทำในสิ่งที่ตนหากอยู่ในสภาวะปกติ ก็อาจไม่ทำก็ได้  อย่างไรก็ตาม  ถ้าสังเกตให้ดี   จะเห็นว่า เรื่องความเชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่มีผลต่อจิตใจ  สามารถเพิ่มหรือลดทอนกำลังใจคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ  และหลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่ท้าทายให้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ย้อนกลับไปพิสูจน์ ความจริงว่า มันงมงาย  หรือ เพราะวิทยาการสมัยนี้ยังก้าวไปไม่ถึงกันแน่ ?

...........................................

0 comments:

Post a Comment