Wednesday, September 26, 2012

ความจริงหรือความเชื่อ เกี่ยวกับศาสนา

         คนส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะนับถือศาสนาตามบรรพบุรุษ เช่น เกิดในครอบครัวชาวพุทธก็นับถือพระพุทธศาสนา เกิดในครอบครัวชาว คริสต์ก็นับถือคริสต์ศาสนา เกิดในครอบครัวชาวมุสลิมก็นับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ศาสนาที่ตนนับถือนั้นดีที่สุดจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อตามบรรพบุรุษเท่านั้น

การพิจารณาว่าศาสนาที่แต่ละท่านนับถืออยู่นั้น มีความน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริงหรือไม่ มีข้อควรพิจารณาดังนี้ คือ

         1. ชีวประวัติของพระศาสดา ผู้เริ่มต้นให้กำเนิดศาสนานั้น ๆ ดังตัวอย่างเช่นชีวประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระศาสดาของพระพุทธศาสนา

         พระองค์ถือกำเนิดในตระกูลกษัตริย์ เป็นรัชทายาท ซึ่งจะขึ้นครองราชสมบัติกรุงกบิลพัสดุ์ต่อไปในอนาคต ตั้งแต่ประสูติทรงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเลิศจากพระบิดา เช่นพระบิดาทรงสร้างประสาท 3 ฤดูให้ ทั้งคอยเอาใจใส่ดูแลให้พบเจอแต่สิ่งที่เจริญหู เจริญตา เจริญใจ เท่านั้น กระทั่งคนแก่ คนเจ็บ คนตายพระองค์ยังไม่เคยเห็นเลย ในด้านการศึกษาเล่าเรียน พระองค์ทรงมีพระสติปัญญาดีเยี่ยม สามารถเรียนจบวิชชา 18 ประการ ถ้าเทียบกับปัจจุบันคือจบปริญญา 18 สาขา โดยใช้เวลาเพียงแค่ 7 วันเท่านั้น เมื่อถึงคราวอภิเษกสมรส พระชายา คือพระนางพิมพา ก็เป็นหญิงเบญจกัลยาณี คือมีรูปร่างหน้าตางดงามมาก อีกทั้งชาติตระกูล คุณวุฒิ วัยวุฒิ ล้วนงามพร้อม กล่าวได้ว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ชาวโลกแสวงหา ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเกียรติยศ ทรัพย์สมบัติ ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นสุข คู่ครองที่ดี พระองค์ทรงมีพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง แต่ถึงจุดหนึ่ง พระองค์ทรงพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ให้ความสุขที่จีรังยั่งยืน พระองค์จึงละทิ้งสิ่งที่ชาวโลกแสวงหาเหล่านี้ ละจากความเป็นผู้มีทุกอย่างไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีอะไร ทรงไปบำเพ็ญเพียรอยู่กลางป่าเพื่อแสวงหาโมกขธรรม หาหนทางพ้นทุกข์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง 6 ปีเต็ม จึงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงออกเผยแผ่ธรรมโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดพระชนม์ชีพ

         2. ดูจากชีวประวัติของพระพุทธองค์แล้ว ไม่มีใครสามารถจะตำหนิได้เลยว่าพระองค์มาบวช มาสอนศาสนา ตั้งตัวเป็นศาสดา เพราะหวังความเป็นใหญ่ หวังจะได้การยอมรับจากผู้คน เพราะไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลย เนื่องจากพระองค์มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนบวช ทั้งการยอมรับ ชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทอง ความสะดวกสบายทั้งปวง หากปรารถนาสิ่งเหล่านี้แล้วก็คงไม่ออกบวช แต่พระองค์ละสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ประวัติชีวิตและแรงจูงใจของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงงามพร้อมบริบูรณ์

          การเผยแผ่ธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางแนวทางการเผยแผ่พุทธศาสนาให้เป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีการเบียดเบียนศาสนาอื่น พระสาวกของพระพุทธองค์ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดำเนินสืบทอดตามแนวทาง ที่พระองค์วางไว้ ตลอดอายุพระพุทธศาสนา 2,000 กว่าปี จึงไม่เคยมีสงครามศาสนา เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไม่สรรเสริญการเบียดเบียน การฆ่า ไม่ว่าจะอ้างเหตุว่าฆ่าเพื่ออะไรก็แล้วแต่ แม้ฆ่าเพื่อพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเมื่อใดบาปเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนศาสนาเดียวกันหรือต่างศาสนาก็ตาม ดังนั้นในใจของชาวพุทธจึงไม่มีความคิดที่จะเบียดเบียนเพื่อหวังจะเผยแผ่ ศาสนา ครั้งหนึ่งมีหมอสอนศาสนาชาวต่างชาติได้เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา เพื่อจะจับผิดหาช่องโจมตี แล้วจะได้เผยแผ่ศาสนาของตน แต่เมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ สุดท้ายกลับเปลี่ยนใจหันมานับถือพระพุทธศาสนาแทน ทั้งยังตั้งใจเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง เขาบอกว่า เพียงมองจากแง่มุมที่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีธาตุแห่งความเป็นผู้ไม่ เบียดเบียนเลย ก็ต่างจากศาสนาอื่นโดยสิ้นเชิง แค่เพียงแง่มุมนี้ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาด้วยหัวใจ
ความจริงหรือความเชื่อ เกี่ยวกับศาสนา
         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงปิดกั้นความรู้ แม้สิ่งที่เป็นคำสอนของพระองค์เอง พระองค์ยังตรัสว่า อย่าเพิ่งเชื่อ ให้ตั้งใจไตร่ตรองให้ดี ลงมือปฏิบัติก่อน พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองเมื่อไร จึงค่อยเชื่อ ดังคำสรรเสริญ พระพุทธคุณที่เราสวดมนต์กันอยู่เป็น ประจำว่า “เอหิปัส สิโก” แปลว่า “จงมาพิสูจน์เถิด” ให้พิสูจน์เสียก่อน เห็นจริงเมื่อใดแล้วค่อยเชื่อ

         ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าจนสามารถบรรลุธรรม ยืนยันในคำสอนของพระพุทธองค์นับแสนนับล้านคน

         ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน พระสาวกของพระพุทธองค์มีทั้งที่เป็นพระมหากษัตริย์แล้วสละราชสมบัติออกบวช ดังเช่นพระมหากัปปินะ พระภัททิยะ เป็นต้น ที่เป็นมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ก็มีดังเช่นเมณฑกะเศรษฐี ผู้มั่งคั่งที่สุดในชมพูทวีป ก็สละสมบัติออกบวชที่เป็นอัครมหาเสนาบดี คหบดี พราหมณ์มหาศาล นักบวชต่างศาสนาก็มี บางท่านเป็นถึงอาจารย์ใหญ่ของผู้ปกครองประเทศมหาอำนาจ ดังเช่น ชฎิล 3 พี่น้องซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้เป็นมหาอำนาจของอินเดียในยุคนั้น ยังยอมทิ้งความเชื่อดั้งเดิมของตัวเอง พาชฎิลบริวารรวม 1,003 คนหันมาขอบวชเป็นพระภิกษุ เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ยืนยันตรงกันทั้งสิ้นว่า สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นเป็นสัจธรรม
         คือความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พิสูจน์ด้วยปัญญาทั้งสิ้นความศรัทธาที่เกิด ขึ้นจึงมิได้มาจากความเชื่อต่อ ๆ กันมา หากแต่เป็นศรัทธาด้วยปัญญาจากการพิสูจน์จนรู้แจ้งเห็นจริง
         พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย แม้เรายังปฏิบัติไม่ถึงจุดที่หมดกิเลส แต่เราก็สามารถไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วถึงชีวประวัติของ องค์พระศาสดา รวมถึงพระธรรมคำสอน และวิถีแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระองค์ เราจะได้คำตอบว่าพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ประเสริฐ ที่เราชาวพุทธทุกคนควรจะภาคภูมิใจ ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ มาพบพระพุทธศาสนา มาพบพระสัทธรรมคำสอน ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ทั้งยืนหยัดท้าทายต่อการพิสูจน์มาตลอด 500 กว่าปี

         ภูมิใจอย่างนี้แล้วขอให้เราลงมือปฏิบัติตามพระธรรมคำ สอนอย่างจริงจังเถิด ให้สามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า เราเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง เราไม่ใช่ชาวพุทธเพียงแค่ตามทะเบียนบ้าน

         ถึงตรงนี้ทุกคนคงจะได้คำตอบแล้วว่า เรานับถือพระพุทธศาสนาเพราะอะไร และคงเห็นด้วยอีกว่า เราต่างโชคดีที่ได้เกิดมาในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยบุญที่สร้างไว้อย่างดีแล้วนั่นเอง แต่การที่เราจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการเป็นชาวพุทธนั้น เราต้องตั้งใจดำเนินชีวิตของเราไปตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
สั่งสอนไว้ อีกทั้งมีเมตตาจิตช่วยแนะนำวิถีแห่งการดำเนินชีวิตอันประเสริฐนี้ไปสู่ เพื่อนร่วมโลกของเราด้วย เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านด้วยความไม่ประมาท ดังปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เทียง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”เพื่อเราจะได้สั่งสมบุญ เป็นเสบียงติดตัวในการเดินทางข้ามวัฏฏะจนกระทั่งบรรลุเป้าหมายปลายทางคือพระ นิพพานในที่สุด

0 comments:

Post a Comment