Tuesday, November 27, 2012

20 ความเชื่อเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์

มีความ เชื่อมากมายเกี่ยวกับคุณแม่ตั้งครรภ์ จนบางครั้งเราไม่ได้ค้นหาสาเหตุว่าความเชื่อนี้มาจากไหน มีที่มาที่ไปอย่างไร และมีเหตุผลอะไร มารองรับความเชื่อนั้น แต่เรานำมาปฏิบัติตามกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต บางความเชื่อไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรง แต่บางความเชื่อขัดแย้งกับความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ จนอาจทำให้เราพลาดสิ่งดีๆ หรือกลายเป็นผลร้ายกับเราก็เป็นได้
 

โดยเฉพาะความเชื่อของการตั้งครรภ์ เรามีความเชื่ออยู่หลายอย่าง ฉบับนี้เรามาหาความจริงเกี่ยวกับความเชื่อนั้นๆ ว่าทำไมถึงควรเชื่อ เพราะความเชื่อที่ถูกต้องควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน

1. กินยาบำรุงแล้วจะอ้วน

คุณแม่หลายท่านแล้วว่าเมื่อคลอดลูกแล้ว รูปร่างจะอ้วน ลดไม่ลงทำให้ช่วงตั้งครรภ์ไม่ค่อยกล้ากิน โดยเฉพาะยาบำรุง เพราะกลัวว่ายาเหล่านั้น จะไปทำให้คุณแม่กินเก่งขึ้น

ความจริง :
ยาบำรุง ส่วนใหญ่ที่คุณแม่ได้รับจากคุณหมอ มักจะเป็นวิตามิน ธาตุเหล็ก ไม่ใช่ยาที่จะไปทำให้คุณแม่กินเก่ง แต่เป็นยาที่เข้าไปช่วยเสริมส่วนที่ขาด เพราะช่วงที่ตั้งครรภ์ ร่างกายมีการผลิตเลือดเพิ่มขึ้นร่างกายต้องการสารอาหาร และวิตามินเพื่อบำรุงร่างกายทั้งตัวแม่และลูก หนทางที่ถูกต้องในการรักษารูปร่างก็คือ การกินอาหารที่ดี กินให้สมดุล เน้นพวกโปรตีน ผัก ผลไม้ ถ้ากลัวอ้วนก็หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเยอะ ๆ ขนมหวานกินแต่พออิ่ม
หลังคลอดให้ลูกกินนมแม่ ออกกำลังกายแต่พอเหมาะ กินอาหารที่มีประโยชน์เหมือนช่วงตั้งครรภ์ รับรองว่ารูปร่างของคุณแม่จะกลับมาเข้าที่เหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ละคนอาจจะใช้เวลาไม่เท่ากันในการลดความอ้วนเท่านั้นเองค่ะ

2. กินน้ำมะพร้าวอ่อน ลูกออกมาผิวสวย

เรื่องน้ำมะพร้าวอ่อน เป็นที่เชื่อกันมามากมาย และไม่ว่าแม่ท้องคนไหนได้ยินว่ากินแล้วลูกผิวสวย ก็ต้องอยากกินเป็นธรรมดา

ความจริง:
น้ำ มะพร้าวอ่อนเป็นน้ำผลไม้ที่มีความบริสุทธิ์ และมีแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินบี เหล็ก โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม กรดอะมิโน น้ำตาลกลูโคส (ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว) และยังมีฤทธิ์ช่วยขับสารพิษ ในน้ำมะพร้าวยังมีเอสโตรเจนที่เข้าไปทำให้ผิวพรรณสดใสปรับความสมดุลของร่าง กาย ดังนั้น การที่คุณแม่ดื่มน้ำมะพร้าวอาจจะไม่ได้หมายถึงว่าลูกจะต้องออกมาผิวสวย แต่ด้วยคุณสมบัติของน้ำมะพร้าวเป็นดังที่กล่าวมา แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะโรคเบาหวาน เพราะในน้ำมะพร้าวมีความหวานจากน้ำตาล ดังนั้น ก็ต้องดื่มด้วยความระมัดระวังเช่นกัน

3. ผ่าคลอดดีกว่าคลอดเองแบบธรรมชาติ
ข้อนี้เป็นความเชื่อตามยุคสมัย และตามแต่ละบุคคลมากกว่า เพราะถ้าย้อนกลับไปสักประมาณ 30 ปีที่แล้ว ใครที่คลอดลูกด้วยการผ่าตัดคลอดนั้น ค่อนข้างจะอันตราย และนับเป็นเรื่องสมัยใหม่มากๆ แต่ด้วยความเจริญของการแพทย์ และความเข้าใจผิดของคุณแม่ ทำให้สถิติการผ่าตัดคลอดลูกนั้นสูงขึ้นมาก จนกลายเป็นความเชื่อของคุณแม่รุ่นใหม่หลายคนที่คิดว่าผ่าตัดคลอดดีกว่าคลอด ตามธรรมชาติ


ความจริง :
การผ่าตัดคลอดจะทำก็ต่อเมื่อคุณแม่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถคลอดเองได้ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อแม่และลูก เช่นลูกอยู่ในท่าขวาง แม่มีโรคแทรกซ้อน หรือโรคประจำตัวบางอย่าง และในสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ

ถึงแม้ปัจจุบันการผ่าตัดคลอดจะมีอันตราความเสี่ยงอันตรายต่ำ แต่ผลจากการผ่าตัดคลอดจะทำให้คุณแม่เจ็บแผลนานกว่า และอาจทำให้คุณแม่ท้อต่อการให้นมลูก รวมถึงสุขภาพโดยรวมพื้นตัวช้ากว่าคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติ และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการคลอดเอง ดังนั้น ถ้าคุณแม่ที่พร้อมไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ก็น่าจะเลือกหนทางที่ธรรมชาติสร้างให้ผู้หญิงเป็นผู้ให้กำเนิดลูกเถอะค่ะ


4. อัลตร้าซาวนด์ไม่ดี
ยังมีคุณแม่หลายท่านไม่แน่ใจว่า การอัลตร้าซาวนด์มีผลกระทบใด ๆ ต่อลูกในท้องหรือไม่ ทั้งระยะสั้นหรือระยะยาว


ความจริง :
การอัล ตร้าซาวนด์เป็นการส่งคลื่นเสียงเข้าไปกระทบภายในท้อง และคลื่นเสียงนั้นก็สะท้อนกลับมาสู่การประมวลผลออกมาเป็นภาพ ให้เราเห็นว่าลูกน้อยมีการเจริญเติบโตปกติหรือไม่ สามารถคำนวณอายุลูกได้ค่อนข้างแม่นยำ และจาก 50 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีรายงานใดๆ ว่าการอัลตร้าซาวนด์จะเป็นอันตรายกับเด็ก

5. ถือฤกษ์ยามคลอด

การดูดวง ถือฤกษ์ยามนับเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตของคนไทย ที่บางคนก็เชื่อมาก (เกินไป) แม้กระทั่งการคลอดลูก ก็ไปดูเวลาเพื่อหาว่าเวลาใดดีที่สุด เพื่อให้ลูกได้คลอดออกมาเวลานั้น

ความจริง :
ไม่มีใคร กำหนดหรือยืนยันได้ว่าเด็กเกิดเวลานี้แล้วจะเป็นเด็กดี หรือเติบโตได้อย่างที่พ่อแม่หวัง แต่ข้อเสียของการถือฤกษ์ยามตอนคลอดนั้นมีมากมาย เช่น ถ้าได้ฤกษ์ช่วงกลางดึก หมอที่คำคลอดก็จำเป็นต้องอยู่ดึก ซึ่งอาจจะไม่สะดวกเป็นการปลูกฝังความเชื่อที่ไม่มีมูลเหตุว่าทำไมต้องเป็น เวลานี้ให้กับตัวเองและลูกน้อยตั้งแต่ยังไม่เกิดกันเลย และสิ่งที่จะทำให้เด็กคนนั้นเป็นคนเช่นไรเมื่อเติบโตขึ้น ย่อมขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงดูเป็นสำคัญว่าได้ให้ความรัก ให้การศึกษา ให้ความคิดกับลูกมากน้อยแค่ไหน

6. หน้าหมองลูกออกมาเป็นผู้ชาย หน้าผ่องเป็นผู้หญิง

ข้อนี้หมายถึงหน้าแม่นะคะ ส่วนใหญ่มักจะบอกว่าขณะกำลังตั้งครรภ์ถ้าคุณแม่ดูสดใส สวยงาม ก็มักจะได้ลูกสาว ผิดกับคุณแม่ที่มีฝ้าขึ้น ผิวพรรณดูไม่สดใส มักจะได้ลูกชาย

ความจริง :
ปกติเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนในร่างกายมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งแต่ละท่านก็จะมีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน บางท่านมีฝ้าขึ้น สิวขึ้นจากที่ไม่เคยมีหรือมีรอยสีดำรอบคอ บางท่านก็ไม่มี แต่อาจจะมีอาการอื่นๆ แทน ซึ่งไม่เกี่ยวกับเพศของลูกในท้องแต่อย่างใด การที่คุณแม่จะมีหน้าตาสดใสหรือไม่นั้น บางครั้งอาจจะขึ้นอยู่กับความวิตกกังวล การดูแลตนเองช่วงตั้งครรภ์ด้วยค่ะ ถึงแม้ว่าคุณแม่จะตั้งครรภ์ลูกชาย แต่มีความสุข กินอาหารดีๆ รับรองว่าหน้าของคุณแม่ไม่หมองตามความเชื่อหรอกค่ะ

7. กินเฉาก๊วยลูกผิวดำ กินน้ำมะพร้าวลูกผิวขาว

เพราะเฉาก๊วยมีสีดำ น้ำมะพร้าว เนื้อมะพร้าวมีสีขาว จึงคิดกันไปว่ากินเฉาก๊วยแล้วลูกจะดำ

ความจริง :
อาหารก็ คืออาหารค่ะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสีผิวใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะสีผิวขึ้นอยู่กับเม็ดสี ที่เป็นไปตามกรรมพันธุ์ ฉะนั้นถ้าคนในครอบครัวผิวสีเข้ม แต่คุณแม่ไม่อยากให้ลูกผิวเข้ม ก็ขยันดื่มน้ำมะพร้าวทุกวัน ถ้าลูกได้รับกรรมพันธุ์ส่วนนั้นมา ก็เลี่ยงไม่พ้นค่ะ

8. ห้ามเย็บปักถักร้อย

การเย็บผ้าระหว่างตั้งครรภ์ จะทำให้ลูกปากแหว่ง เพดานโหว่ ฉะนั้นงานเย็บทั้งหลายให้เก็บไปให้หมด จากความเชื่อนี้ ถ้าคุณแม่เป็นช่างตัดเสื้อผ้า แล้วต้องเลิกทำระหว่างการตั้งครรภ์คงขาดรายได้ไปมากมาย

ความจริง :
ปากแหว่ง เพดานโหว่ในเด็กแรกเกิด แม้จะยังไม่มีผลแน่ชัดว่าเกิดจากอะไรแน่นอน แต่ก็มีการศึกษาว่า บางส่วนเกิดจากพันธุกรรม และที่แน่ๆ คือการพัฒนาของตัวอ่อนในช่วง 3 เดือนแรกมีความผิดปกติ และอีกงานวิจัยคือ การที่คุณแม่สูบบุหรี่มีผลทำให้ลูกเพดานโหว่กว่าแม่ที่ไม่สูบถึง 3 เท่า เท่าที่ผ่านมายังไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่บอกว่า สาเหตุเกิดจากคุณแม่เย็บผ้าระหว่างตั้งครรภ์ แต่คำเตือนโบราณก็น่าคิดว่า อาจจะให้คุณแม่ระมัดระวังในการทำงานด้านนี้ เพราะต้องนั่งทำงานนาน ก้มๆ เงยๆ ทำให้หน้ามืดเวียนหัวได้ง่าย หรือการเย็บจักร ก็อาจจะไม่เป็นผลดีต่อคุณแม่ที่สุขภาพไม่ดีนักก็เป็นได้ แต่ถ้าคุณแม่ทำงานด้วยความระมัดระวังรู้จักดูแลตนเอง ก็ไม่น่ามีปัญหาค่ะ

9. ท้องแหลม ท้องกลม

คนไทยมีการทายเพศลูกในท้องได้หลากหลายทั้งสะดือจุ่น สะดือคว่ำ รวมถึงท้องแหลมท้องกลมโดยมีคำกล่าวที่ว่า ท้องแหลมได้ลูกชาย ท้องกลมได้ลูกสาว

ความจริง :
รูปร่างของท้องที่ใหญ่ขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของมดลูก และกล้ามเนื้อหน้าท้องของแต่ละคนเป็นหลัก เพศของลูกไม่ได้มีผลต่อรูปร่างของท้องแม่แต่อย่างใด
10. นอนมากจะคลอดยาก
คำขู่ที่เกี่ยวกับการคลอด มักใช้ได้ผลกับคุณแม่ตั้งครรภ์เสมอ เพราะเราถูกทำให้จำ หรือทำให้รู้สึกว่าการคลอดเป็นเรื่องเจ็บปวดทรมานและอันตราย (ในสมัยก่อน) ดังนั้นคำโบราณที่ไม่อยากให้หญิงตั้งครรภ์ทำอะไร แล้วผลลัพธ์เกี่ยวกับการคลอดมักได้ผลดี (เชื่อสนิทใจ)

ความจริง :
การคลอด เป็นกลไกธรรมชาติ คลอดยากง่ายนั้น ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ทั้งเรื่องตำแหน่ง และขนาดของทารก สรีระ และความแข็งแรงของแม่ ดังนั้น ถ้าแม่นอนมากเกินไป จนไม่ได้ออกกำลังกาย ก็อาจทำให้อ้วนมาก การคลอดก็ยากตามไปด้วย แต่ถ้าได้ออกกำลังกาย แต่พอดีและเหมาะสม ร่างกายมีกำลังและความอดทนมากขึ้นต่อการคลอดลูกนั่นเอง

11. ห้ามไปงานศพ

มีคำเตือนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ว่า ห้ามไปงานศพ เพราะโบราณเขาถือ บางท่านก็อาจจะเชื่อโดยยังไม่ได้ค้นหาความจริงคำว่า “ถือ” หมายถึงอะไร แต่บางคนก็ได้ยินเรื่องทำนองที่ว่า เดี๋ยวผีเข้า ก็แล้วแต่ว่าใครได้ยินและเชื่ออย่างไร

ความจริง :
งานศพ เป็นงานเศร้าหมอง ผู้ร่วมงานก็มักจะหดหู่จากการสูญเสียญาติพี่น้อง เพื่อน หรือคนรู้จักมักคุ้น ถ้าคนตั้งครรภ์ไปงานก็อาจจะรู้สึกเศร้าหมอง ร้องไห้ เครียดไปด้วย ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ควรจะมีจิตใจที่ผ่องใส ผู้ใหญ่จึงไม่อยากให้คนท้องรู้สึกเครียดหรือเศร้าหมองนั่นเอง

12. ห้ามนั่งขวางบันได
คุณแม่ตั้งครรภ์ห้ามนั่งขวางบันได ไม่อย่างนั้นจะคลอดยาก คุณแม่ท่านใดได้ฟังก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา เพราะการคลอดลูกยาก หมายถึง การเจ็บท้องยาวนาน และอาจเกิดอันตรายขึ้น โดยเฉพาะสมัยก่อนทางการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า


ความจริง :
บ้านไทยในสมัยก่อน มักจะเป็นบ้านชั้นเดียวที่ยกใต้ถุนสูงบันไดขึ้นบ้านค่อนข้างชัน ถ้าไปนั่งขวางบันไดก็อาจพลัดตกลงมาเกิดอันตรายได้โดยง่าย โดยเฉพาะแม้ท้องใหญ่ที่การทรงตัวไม่ค่อยดี ยิ่งไม่ควรนั่ง ซึ่งเป็นข้อห้ามที่ควรรับฟัง แต่เหตุผลที่นำมากล่าวอ้างว่าจะทำให้คลอดยากนั้น ไม่เป็นความจริงนะคะ

13. ห้ามนอนหงายเพราะรกจะติดหลัง

คุณแม่หลายท่านอาจได้รับคำเตือนมาแล้วว่าไม่ควรนอนหงายในช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในครรภ์แก่ คำเตือนนี้ถูกต้องค่ะแต่ไม่ใช่เหตุผล “รกติดหลัง”

ความจริง :
การนอน หงาย จะทำให้มดลูก (ใหญ่ๆ ของคุณแม่ท้องแก่) ไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง ทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกน้อยลงอาจเกิดอันตรายต่อตัวแม่และลูกน้อยได้ ดังนั้น คุณแม่ควรนอนตะแคงน้ำหนักจะได้ไม่กดทับเส้นเลือดดำใหญ่นั่นเอง ส่วนรกนั้นไม่มีทางติดหลังได้เด็ดขาด เพราะรกอยู่ในมดลูก จะมีก็แต่รกเกาะต่ำที่เป็นอันตราย

14. คนท้อง ต้องลอดท้องข้าง
เชื่อกันว่า ถ้าตั้งครรภ์อยู่แล้วได้ลอดท้องช้างจะทำให้คลอดง่าย... เห็นไหมคะ อุบายเรื่องการคลอดมาอีกแล้ว


ความจริง :
การเดินลอดท้องช้างไม่มีผลต่อการคลอดใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างที่ได้อธิบายไว้ในข้อ 10 และ 12 แล้วว่าการคลอดยากง่ายนั้นขึ้นอยู่กับอะไร แต่ที่มีคำกล่าวนี้ อาจจะเป็นเพราะคนไทยเห็นว่า ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่คนไทยนับถือ ถ้าได้ลอดท้องช้า จึงนับว่าเป็นสิริมงคลกับตัวนั่นเอง

15. ห้ามเตรียมของใช้เด็กไว้ก่อน

ความเชื่อนี้ยังถือปฏิบัติกันอยู่มาก เพราะในความเชื่อนี้ให้เหตุผลว่าจะเป็นลางไม่ดี แม้จะเป็นแม่สมัยใหม่แล้วก็ตาม ก็ยังรู้สึกว่าเชื่อไว้ก่อนก็ดี เพราะไม่อยากให้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับลูก

ความจริง :
ถ้าคิดตามหลักเหตุและผล จะเห็นว่าไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันในส่วนของการเตรียมของใช้ กับสุขภาพหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างคลอด แต่ความเชื่อนี้น่าจะมาจากการคลอดสมัยก่อนที่มีความเสี่ยงสูง จึงไม่อยากให้เตรียมของใช้เด็กเอาไว้มากนัก หรือพ่อแม่มักจะเห่อลูกในท้องเตรียมของใช้ไว้มากเกินความจำเป็น บางอย่างเมื่อลูกคลอดแล้ว อาจไม่ได้ใช้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเพื่อความสบายใจ ก็ให้พบกันครึ่งทางโดยการเตรียมของใช้จำเป็นจริงๆ ที่เด็กแรกคลอดต้องใช้ เช่น ผ้าอ้อม เสื้อผ้าเด็กอ่อน (พอประมาณเพราะเด็กโตเร็ว) น้ำยาซักผ้าเด็ก เพื่อนำมาซักทำความสะอาดไว้ก่อน ส่วนของอื่นๆ ค่อยว่ากันหลังลูกคลอดก็น่าจะทัน

16. มองรูปเด็กน่ารักแล้วลูกจะคลอดออกมาน่ารัก

คนโบราณแนะนำว่า เวลาที่คุณแม่ตั้งท้อง ให้มองรูปภาพเด็กที่หน้าตาน่ารัก ทุกวันแล้วลูกของเราจะเกิดมาน่ารัก

ความจริง :
ยังไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์สามารถตอบคำถามนี้ได้ แต่รูปเด็กน่ารักนั้นมีผลต่ออารมณ์ของคุณแม่ตอนตั้งครรภ์ด้ยินความเชื่อที่ ว่าให้มองหน้าเด็กน่ารักแล้วลูกของตนพอออกมาจะมีหน้าต ปัจจุบันนี้ทางการแพทย์ได้ให้การยืนยันแล้วว่า อารมณ์ของแม่ขณะตั้งครรภ์มีผลกระทบอย่างมากต่อทารกในครรภ์ หากแม่มีอารมณ์ดี มีความรู้สึกดีที่กำลังตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนเอนโดรฟิน (Endophin) ซึ่งจะทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์รู้สึกสบาย มีความสุข อารมณ์สดชื่น และแน่นอนว่าสารนี้มีผลต่อเนื่องไปถึงทารกในครรภ์ด้วย ทำให้เมื่อแม่มีความสุข ทารกในครรภ์ก็พลอยมีความสุขไปด้วย การมองรูปเด็กที่มีใบหน้าน่ารักจะทำให้คุณแม่มีอารมณ์ที่อ่อนโยน เพราะคุณแม่ก็จะจินตนาการว่าลูกของตัวเองก็น่าจะน่ารักแบบนี้บ้าง ทำให้ความกังวลอื่นๆ ในแต่ละวันลดน้อยลง ยิ่งจ้องมองรูปเด็กน่ารักบ่อยๆ คุณแม่ก็จะลืมความเครียด ยิ่งมองยิ่งมีความสุข เมื่อยิ่งมีความสุขร่างกายก็ยิ่งหลั่งสารเอนโดรฟิน เด็กทารกจึงมีความสุขและอารมณ์ดีตามไปด้วย

ในทางกลับกัน หากคุณแม่เครียดมากหรือมีอารมณ์หงุดหงิดตลอด เด็กก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วร้องไห้เก่ง เลี้ยงยาก หรือแม้กระทั่งคลอดก่อนกำหนดเลยก็มี เนื่องจากความเครียดทำให้ระบบภายในร่างกายของแม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง นั้นเอง


17. แม่มือใหม่ไม่ควรสระผมเป็นเวลา 1 เดือนหลังคลอด เพราะจะทำให้ปวดหัวเมื่ออายุมาก

ประเพณีทั้งไทยและจีนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่าถ้าแม่มือใหม่สระผมหลังคลอดจะมีอาการปวดหัวเรื้อรัง

ความจริง :
ในทางการ แพทย์แล้วเรื่องนี้ไม่มีผลกับการปวดหัวแต่อย่างใด และการไม่สระผมอาจเป็นแหล่งเพราะเชื้อโรคอย่างเชื้อแบคทีเรียจากแม่ไปสู่ลูก ได้ด้วยนะคะ

18. ถ้าลูกน่ารักต้องพูดว่าลูกน่าชัง สิ่งชั่วร้ายจะได้ไม่พรากลูกไปจากเรา

คนสมัยก่อนเชื่อว่าหากชมลูกว่าน่ารักแล้วภูตผีปิศาจจะนำลูกเราไปอยู่ด้วย

ความจริง :
  สมัยก่อนเด็กอาจจะต้องพบกับโรคร้ายต่างๆ ที่วิทยาการทางการแพทย์ยังไปไม่ถึง ทำให้อัตราเสียชีวิตของเด็กมีอยู่สูง ดังนั้นความเชื่อที่ว่าให้เรียกลูกว่าน่าชังแทนที่คำว่าน่ารักจึงเป็นอีกหน ทางหนึ่งที่ทำให้ผู้เลี้ยงดูสบายใจ หายกังวลไปได้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วเรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงแต่ประการใดค่ะ

คำอธิบายจากคุณหมอในความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้คงจะทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สามารถเข้าใจกระจ่างขึ้น รวมทั้งสามารถตัดสินใจเลือกเชื่อและปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์กับตัวเองและลูกในท้องนะคะ และส่วนความเชื่อไหนที่ไม่เกิดโทษนั้นจะเชื่อเพื่อความสบายใจขอ งตัวเองหรือครอบครัวก็ไม่ผิดแต่อย่างใดค่ะ


19. กลัดเข็มกลัดติดเสื้อลูกป้องกันวิญญาณ

ควรกลัดเข็มกลัดติดเสื้อลูกไว้เพื่อจะไม่ให้วิญญาณร้ายเข้ามาทำ ร้ายลูกเราได้

ความจริง :
เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดค่ะ และการใช้เข็มกลัดในเด็กเล็กๆ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะปลายเข็มแหลมๆ อาจทิ่มแทงลูกได้ ในกรณีที่หลีกเลี่ยงการใช้ไม่ได้ควรเลือกเข็มกลัดหัวโต ปลายมน ไม่มีส่วนแหลมคมยื่นออกมา และซ่อนปลายเข็มกลัดให้มิดชิด ไม่ให้ไปทิ่มแทงผิวเนื้อบางๆ ของลูกได้

20. ห้ามย้ายของในห้องนอน

ย้ายของในห้องนอนขณะตั้งครรภ์แล้วลูกจะแท้งหรือคลอดออกมาแล้วพิการ

ความจริง :
ความ เชื่อนี้เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณอย่างหนึ่งเนื่องจากหากคุณแม่ย้ายของในห้อง เช่นตู้เตียงหรือโต๊ะภายในห้องอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ดังนั้นทางที่ดีควร ที่จะหลีกเลี่ยงการย้ายของในห้องเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

คุณแม่คนไหนมีความเชื่อที่มากกว่านี้ก็แนะนำเพิ่มเติ่มได้นะ
Read more »

Wednesday, September 26, 2012

พุทธศาสนาอ่อนแอจนต้องปกป้องกันมากขนาดนี้เชียวหรือ

พุทธศาสนาอ่อนแอจนต้องปกป้องกันมากขนาดนี้เชียวหรือ


     
     นานๆจะขอเล่นเรื่องเด่นประเด็นร้อนแบบนี้เสียทีค่ะ จากการที่ได้ฟังจากสื่อต่างๆและจากความเห็นของคนใกล้ชิดมากมายแต่ละคน ก็นานาจิตตังกันไปค่ะ แต่ประเด็นอยู่ทีว่า ในรัฐธรรมนูญก่อนก็ไม่ได้ระบุเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด แล้วทำไมถึงต้องมาระบุกันตอนนี้ หรือเป็นเพราะการคุกคามของศาสนาอื่นๆในประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด..จริง หรือ.. ในสมัยล่าอาณานิคมฝรั่งเศสก็พยายามบังคับให้ไทยเข้ารีตแบบแทบจะเสียบ้านเสีย เมืองกันมาแล้ว แต่เราก็ยังดำรงความเป็นพุทธประเทศอยู่มาได้
    เท่าที่เห็นในความจริง ความเสื่อมของพุทธศาสนาอาจเนื่องมาจากการสะสมความไม่เข้าใจ และความเชื่อผิดๆมากมายไว้นานๆเข้า ทำให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่สับสนในการนับถือตาม จึงเป็นโอกาสให้ศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่นๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อพวกเขาได้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าศาสนาใดที่สอนให้คนไม่เบียดเบียนกันและอยู่ร่วมกันอย่าง สันติ ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้มิใช่หรือ
    ใครมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรโพสต์ไว้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ ส่วนตัวนับถือศาสนาพุทธแต่ไม่เห็นด้วยที่จะต้องบังคับให้เป็นศาสนาประจำชาติ สู้เอาเวลาไปเผยแพร่ศาสนาพุทธในระดับโลกยังดีกว่า ตอนนี้ในต่างประเทศก็มีคนนับถือศาสนาพุทธเพิ่มขึ้นทุกๆปี ช่วยกันในทางนี้ดีกว่านะคะ
     

Read more »

ศาสนาและความเชื่อของไทย


ศาสนาและความเชื่อของไทย

          พุทธศาสนา เข้ามาในสังคมไทยก่อนสมัยสุโขทัยแล้ว ประวัติศาสตร์พูดถึงความเชื่อพิธีกรรม และการปฏิบัติศาสนาที่ผสมผสานระหว่างพุทธศาสนา ความเชื่อแบบพราหมณ์และความเชื่อเรื่องผี  ซึ่งจะสังเกตจากความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ  ที่ยังมีอยู่มากโดยเฉพาะในชนบท

         
ขวัญเป็นความเชื่อที่มาจากพราหมณ์ ซึ่งเป็นความเชื่อเกี่ยวกับชีวิต มีพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อให้คนมีสุขภาพดี มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น เมื่อพูดถึงวิญญาณก็มักคิดถึงคนที่ตายไปยังมีวิญญาณเหลืออยู่ ในขณะที่ในทางพุทธศาสนาคำว่าวิญญาณเป็นเพียงการรับรู้

         
เทวดาเป็นสิ่งที่อยู่บนสวรรค์และอาศัยอยู่ในธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ป่าเขา ถ้าเป็นผี คนก็คิดถึงวิญญาณที่ไม่ดี หรือคนตายที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ยังเร่ร่อนอยู่ ผีมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์คนเจ็บไข้ได้ป่วยอาจจะถูกผีทำ ต้องการไล่ผีหรือมีพิธีเพื่อให้ผีพอใจมีการถวายหมูเห็ดเป็ดไก่เป็นเครื่อง บูชา ผีมีอยู่ทั่วไปทั้งผีดีและผีร้าย ผีปู่ย่า ผีปู่ตา ผีบ้าน ผีเรือน ผีไร่ ผีนา ผีป่า และผีร้ายอื่นๆ ตามวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง

         
ความเชื่อที่ผสมผสานอยู่ด้วยกันทั้งพุทธพราหมณ์ และผี ดูมีความกลมกลืนในวิถีชีวิตของชาวบ้าน ไม่มีความขัดแย้งกัน เป็นการเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า มีการจัดความสำคัญและหน้าที่ของคนในการปฏิบัติ มีหมอขวัญทำ พิธีทางพราหมณ์ มีหมอธรรม หมอส่อง หมอลำ ผีฟ้าทำพิธีทางผี มีพระสงฆ์ทำพิธีกรรมทางพุทธศาสนา งานบุญประเพณีต่างๆ แสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อทั้งสาม เช่น งานบุญบั้งไฟทางภาคอีสาน เป็นพิธีกรรมขอฝนจากแถน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลก และสามารถดลบันดาลให้เกิดฝนได้ พิธีกรรมนี้เริ่มจากวัด มีการนำบั้งไฟไปไว้ที่วัด มีพิธีซึ่งพระสงฆ์ พราหมณ์ และชาวบ้านทำร่วมกัน ซึ่งโดยปกติแล้ว พระสงฆ์จะไม่ร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับผี แต่มีหลายหมู่บ้านที่มีเรือนผีและศาลพระภูมิในบริเวณวัด ทแต่อยู่นอกอุโบสถ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดทางพุทธศาสนา

         
โดยปกติแล้ว ความเชื่อทั้งสามรูปแบบจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป ชาวบ้านไปทำบุญที่วัดไปฟังเทศน์ฟังธรรม และร่วมพิธีกรรมทางศาสนาแต่เมื่อทำพิธีสู่ขวัญก็ไปหาพราหมณ์ ถ้าหากเจ็บไข้ได้ป่วยก็หาหมอธรรม หมอส่อง หมอลำผีฟ้าซึ่งทำหน้าที่สัมพันธ์กับผี
 
 
ศาสนาและความเชื่อของไทย โดย นายเสรี พงศ์พิศ 
Read more »

ด้านสังคม ความเชื่อ และศาสนา


ด้านสังคม ความเชื่อ และศาสนา
การใช้ชีวิตของผู้คนในสมัยสุโขทัยมีความอิสรเสรี มีเสรีภาพอย่างมากเนื่องจากผู้ปกครองรัฐให้อิสระแก่ไพร่ฟ้า และปกครองผู้ใต้ปกครองแบบพ่อกับลูก ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกว่า "…ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน…"
ด้านความเชื่อและศาสนา สังคมยุคสุโขทัยประชาชนมีความเชื่อทั้งเรื่องวิญญาณนิยม (Animism) ไสยศาสตร์ ศาสนาพราหมณ์ฮินดู และพุทธศาสนา ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 3 ว่า "…เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้มีกุฎิวิหารปู่ครูอยู่ มีสรีดพงส์ มีป่าพร้าว ป่าลาง ป่าม่วง ป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขระพุงผี เทพยาดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยว เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอันนั้นบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย…"
ส่วนด้านศาสนา ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์จากนครศรีธรรมราช ในวันพระ จะมีภิกษุเทศนาสั่งสอน ณ ลานธรรมในสวนตาล โดยใช้พระแท่นมนังคศิลาอาสน์ เป็นอาสนะสงฆ์ ในการบรรยายธรรมให้ประชาชนฟัง ยังผลให้ประชาชนในยุคนี้นิยมปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม มีการถือศีล โอยทานกันเป็นปกติวิสัย ทำให้สังคมโดยรวมมีความสงบสุขร่มเย็น
Read more »

ความจริงหรือความเชื่อ เกี่ยวกับศาสนา

         คนส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะนับถือศาสนาตามบรรพบุรุษ เช่น เกิดในครอบครัวชาวพุทธก็นับถือพระพุทธศาสนา เกิดในครอบครัวชาว คริสต์ก็นับถือคริสต์ศาสนา เกิดในครอบครัวชาวมุสลิมก็นับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ศาสนาที่ตนนับถือนั้นดีที่สุดจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อตามบรรพบุรุษเท่านั้น

การพิจารณาว่าศาสนาที่แต่ละท่านนับถืออยู่นั้น มีความน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริงหรือไม่ มีข้อควรพิจารณาดังนี้ คือ

         1. ชีวประวัติของพระศาสดา ผู้เริ่มต้นให้กำเนิดศาสนานั้น ๆ ดังตัวอย่างเช่นชีวประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระศาสดาของพระพุทธศาสนา

         พระองค์ถือกำเนิดในตระกูลกษัตริย์ เป็นรัชทายาท ซึ่งจะขึ้นครองราชสมบัติกรุงกบิลพัสดุ์ต่อไปในอนาคต ตั้งแต่ประสูติทรงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเลิศจากพระบิดา เช่นพระบิดาทรงสร้างประสาท 3 ฤดูให้ ทั้งคอยเอาใจใส่ดูแลให้พบเจอแต่สิ่งที่เจริญหู เจริญตา เจริญใจ เท่านั้น กระทั่งคนแก่ คนเจ็บ คนตายพระองค์ยังไม่เคยเห็นเลย ในด้านการศึกษาเล่าเรียน พระองค์ทรงมีพระสติปัญญาดีเยี่ยม สามารถเรียนจบวิชชา 18 ประการ ถ้าเทียบกับปัจจุบันคือจบปริญญา 18 สาขา โดยใช้เวลาเพียงแค่ 7 วันเท่านั้น เมื่อถึงคราวอภิเษกสมรส พระชายา คือพระนางพิมพา ก็เป็นหญิงเบญจกัลยาณี คือมีรูปร่างหน้าตางดงามมาก อีกทั้งชาติตระกูล คุณวุฒิ วัยวุฒิ ล้วนงามพร้อม กล่าวได้ว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ชาวโลกแสวงหา ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเกียรติยศ ทรัพย์สมบัติ ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นสุข คู่ครองที่ดี พระองค์ทรงมีพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง แต่ถึงจุดหนึ่ง พระองค์ทรงพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ให้ความสุขที่จีรังยั่งยืน พระองค์จึงละทิ้งสิ่งที่ชาวโลกแสวงหาเหล่านี้ ละจากความเป็นผู้มีทุกอย่างไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีอะไร ทรงไปบำเพ็ญเพียรอยู่กลางป่าเพื่อแสวงหาโมกขธรรม หาหนทางพ้นทุกข์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง 6 ปีเต็ม จึงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงออกเผยแผ่ธรรมโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดพระชนม์ชีพ

         2. ดูจากชีวประวัติของพระพุทธองค์แล้ว ไม่มีใครสามารถจะตำหนิได้เลยว่าพระองค์มาบวช มาสอนศาสนา ตั้งตัวเป็นศาสดา เพราะหวังความเป็นใหญ่ หวังจะได้การยอมรับจากผู้คน เพราะไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลย เนื่องจากพระองค์มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนบวช ทั้งการยอมรับ ชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทอง ความสะดวกสบายทั้งปวง หากปรารถนาสิ่งเหล่านี้แล้วก็คงไม่ออกบวช แต่พระองค์ละสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ประวัติชีวิตและแรงจูงใจของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงงามพร้อมบริบูรณ์

          การเผยแผ่ธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางแนวทางการเผยแผ่พุทธศาสนาให้เป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีการเบียดเบียนศาสนาอื่น พระสาวกของพระพุทธองค์ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดำเนินสืบทอดตามแนวทาง ที่พระองค์วางไว้ ตลอดอายุพระพุทธศาสนา 2,000 กว่าปี จึงไม่เคยมีสงครามศาสนา เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไม่สรรเสริญการเบียดเบียน การฆ่า ไม่ว่าจะอ้างเหตุว่าฆ่าเพื่ออะไรก็แล้วแต่ แม้ฆ่าเพื่อพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเมื่อใดบาปเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนศาสนาเดียวกันหรือต่างศาสนาก็ตาม ดังนั้นในใจของชาวพุทธจึงไม่มีความคิดที่จะเบียดเบียนเพื่อหวังจะเผยแผ่ ศาสนา ครั้งหนึ่งมีหมอสอนศาสนาชาวต่างชาติได้เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา เพื่อจะจับผิดหาช่องโจมตี แล้วจะได้เผยแผ่ศาสนาของตน แต่เมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ สุดท้ายกลับเปลี่ยนใจหันมานับถือพระพุทธศาสนาแทน ทั้งยังตั้งใจเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง เขาบอกว่า เพียงมองจากแง่มุมที่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีธาตุแห่งความเป็นผู้ไม่ เบียดเบียนเลย ก็ต่างจากศาสนาอื่นโดยสิ้นเชิง แค่เพียงแง่มุมนี้ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาด้วยหัวใจ
ความจริงหรือความเชื่อ เกี่ยวกับศาสนา
         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงปิดกั้นความรู้ แม้สิ่งที่เป็นคำสอนของพระองค์เอง พระองค์ยังตรัสว่า อย่าเพิ่งเชื่อ ให้ตั้งใจไตร่ตรองให้ดี ลงมือปฏิบัติก่อน พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองเมื่อไร จึงค่อยเชื่อ ดังคำสรรเสริญ พระพุทธคุณที่เราสวดมนต์กันอยู่เป็น ประจำว่า “เอหิปัส สิโก” แปลว่า “จงมาพิสูจน์เถิด” ให้พิสูจน์เสียก่อน เห็นจริงเมื่อใดแล้วค่อยเชื่อ

         ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าจนสามารถบรรลุธรรม ยืนยันในคำสอนของพระพุทธองค์นับแสนนับล้านคน

         ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน พระสาวกของพระพุทธองค์มีทั้งที่เป็นพระมหากษัตริย์แล้วสละราชสมบัติออกบวช ดังเช่นพระมหากัปปินะ พระภัททิยะ เป็นต้น ที่เป็นมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ก็มีดังเช่นเมณฑกะเศรษฐี ผู้มั่งคั่งที่สุดในชมพูทวีป ก็สละสมบัติออกบวชที่เป็นอัครมหาเสนาบดี คหบดี พราหมณ์มหาศาล นักบวชต่างศาสนาก็มี บางท่านเป็นถึงอาจารย์ใหญ่ของผู้ปกครองประเทศมหาอำนาจ ดังเช่น ชฎิล 3 พี่น้องซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้เป็นมหาอำนาจของอินเดียในยุคนั้น ยังยอมทิ้งความเชื่อดั้งเดิมของตัวเอง พาชฎิลบริวารรวม 1,003 คนหันมาขอบวชเป็นพระภิกษุ เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ยืนยันตรงกันทั้งสิ้นว่า สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นเป็นสัจธรรม
         คือความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พิสูจน์ด้วยปัญญาทั้งสิ้นความศรัทธาที่เกิด ขึ้นจึงมิได้มาจากความเชื่อต่อ ๆ กันมา หากแต่เป็นศรัทธาด้วยปัญญาจากการพิสูจน์จนรู้แจ้งเห็นจริง
         พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย แม้เรายังปฏิบัติไม่ถึงจุดที่หมดกิเลส แต่เราก็สามารถไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วถึงชีวประวัติของ องค์พระศาสดา รวมถึงพระธรรมคำสอน และวิถีแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระองค์ เราจะได้คำตอบว่าพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ประเสริฐ ที่เราชาวพุทธทุกคนควรจะภาคภูมิใจ ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ มาพบพระพุทธศาสนา มาพบพระสัทธรรมคำสอน ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ทั้งยืนหยัดท้าทายต่อการพิสูจน์มาตลอด 500 กว่าปี

         ภูมิใจอย่างนี้แล้วขอให้เราลงมือปฏิบัติตามพระธรรมคำ สอนอย่างจริงจังเถิด ให้สามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า เราเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง เราไม่ใช่ชาวพุทธเพียงแค่ตามทะเบียนบ้าน

         ถึงตรงนี้ทุกคนคงจะได้คำตอบแล้วว่า เรานับถือพระพุทธศาสนาเพราะอะไร และคงเห็นด้วยอีกว่า เราต่างโชคดีที่ได้เกิดมาในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยบุญที่สร้างไว้อย่างดีแล้วนั่นเอง แต่การที่เราจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการเป็นชาวพุทธนั้น เราต้องตั้งใจดำเนินชีวิตของเราไปตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
สั่งสอนไว้ อีกทั้งมีเมตตาจิตช่วยแนะนำวิถีแห่งการดำเนินชีวิตอันประเสริฐนี้ไปสู่ เพื่อนร่วมโลกของเราด้วย เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านด้วยความไม่ประมาท ดังปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เทียง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”เพื่อเราจะได้สั่งสมบุญ เป็นเสบียงติดตัวในการเดินทางข้ามวัฏฏะจนกระทั่งบรรลุเป้าหมายปลายทางคือพระ นิพพานในที่สุด
Read more »

พระพุทธศาสนากับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

พระพุทธศาสนากับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์



พระพุทธศาสนากับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

         ไสยศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดศาสตร์หนึ่งสำหรับคนไทย มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าทรง ธรรม ประมาณพ.ศ.๒๑๖๘ ให้จัดตั้งกระทรวงแพทยาคม เพื่อชำระคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคุณไสย เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปด้วยวิทยาคม กฎหมายบัญญัติลงโทษผู้กระทำผิดในการใช้คุณไสยและวิทยาคมทำร้ายผู้อื่นทาง อาญา กระทรวงนี้มีผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาคมเป็นตุลาการ มีหน้าที่สอบสวนพิจารณาโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกระทำทางไสยศาสตร์ เรื่องคุณไสยโดยเฉพาะ
         ในหนังสือวรรณกรรมต่าง ๆ มีการกล่าวถึงเรื่องทางไสยศาสตร์อยู่มากมาย แม้ว่าจะเป็นความเกินเลยของจินตนาการมนุษย์ แต่ก็มีเค้ามูลที่มาจากความเป็นจริง ประเพณี และวิถีปฏิบัติของผู้คนในสมัยนั้น เสภาขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณกรรมที่มีเรื่องราวเหล่านี้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง
         ในสังคมไทย พระพุทธศาสนากับไสยศาสตร์ เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก ดังคำกล่าวที่ว่า “พุทธกับไสยย่อมอาศัยกัน” ทั้งนี้เพราะก่อนที่คนไทยจะนับถือพระพุทธศาสนาก็นับถือผีมาก่อนแล้ว ซ้ำยังได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเข้ามาทั้งก่อนและพร้อมกับพระพุทธ ศาสนา จึงทำให้ผสมผสานองค์ประกอบของความเชื่อทั้งสามไปด้วยกัน
         ในทางนิรุกศาสตร์ คำว่า “ไสยะ” นี้แปลได้ ๒ อย่าง คือ แปลว่า นอนหลับอยู่ก็ได้ หรือจะแปลว่า ดีกว่า ก็ได้ ความหมายแรก ไสยะ แปลว่า นอนหลับ ตรงกันข้ามกับพุทธะ ซึ่งแปลว่า ตื่นจากหลับ  เป็นอันว่า ไสยศาสตร์ตรงกันข้ามกับพระพุทธศาสนา ประหนึ่งว่าการนอนหลับกับการตื่นอยู่ ความหมายที่ ๒ แปลว่า ดีกว่า หมายถึงดีกว่าอะไร ๆ ที่มีอยู่ก่อนไสยศาสตร์ เป็นที่พึ่งของมนุษย์ที่มีสัญชาตญาณกลัวภัย จำเป็นต้องหาอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดเหนี่ยว



         พระยาอนุมานราชธนให้ความหมายของไสยศาสตร์ไว้ในหนังสือชีวิตชาวไทยสมัยก่อน ว่า “ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนต์คาถา ซึ่งถือว่าได้มาจากอินเดีย ถ้าเป็นตำราว่าด้วยเรื่องนี้ เรียกว่าไสยศาสตร์ ไสยและไสยศาสตร์ สองคำนี้ ใช้เป็นสามัญแทนกันได้ หมายถึงความเชื่อและความรู้เนื่องด้วยสิ่งลึกลับอยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะทราบและพิสูจน์ได้ ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องผีสางเทวดา เรื่องความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และรวมทั้งเรื่องโชคลางด้วย”
         ในเรื่องไสยศาสตร์ คำว่า เวทมนต์คาถา เป็นคำที่มีความหมายสำคัญที่สุด ซึ่งเวทมนต์คาถานี้ได้รับการถ่ายทอดสืบ ๆ กันมา โดยใช้เพื่อให้เกิดความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ โดยผู้ใช้ไม่รู้ความหมายของเวทมนต์คาถานั้น  ๆ แต่อย่างใด แต่อาจทราบเลา ๆว่า เป็นเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด แค่เมื่อเอามาแปลในทางไวยากรณ์บาลีอาจไม่ถูกต้องตามหลัก เป็นแต่มีความเชื่อเป็นที่ตั้ง จึงก่อให้เกิดพลังศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวขึ้นมาได้
         ในที่นี้เน้นกล่าวถึงความเชื่อในเรื่องความขลังความศักดิ์สิทธิ์อันได้จาก เครื่องรางของขลังต่าง ๆ  (เครื่องราง คือของที่นับถือว่าป้องกันอันตราย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า  เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เหล็กไหล เป็นต้น  ของขลัง คือของที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าอาจบันดาลให้สำเร็จได้ดัง ประสงค์)




       ในสมัยโบราณ เครื่องรางของขลังเป็นที่นิยมกันมาก มีทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติ เช่น ว่านยา เหล็กไหล หรือเพชรนิลจินดาที่รวมเรียกกันว่า นพรัตน์ เพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น เจ้าของจะนำมาลงเลขยันต์ปลุกเสกด้วยคาถาอาคม โดยเฉพาะสิ่งที่ดูแล้วธรรมดา ๆ เช่น พวกเขี้ยวงา เขา ถ้าเป็นไม้ก็เป็นพวกไม้รักไม้ยม เอามาแกะเป็นตัวรักยม ไม้โพธิ์มาแกะเป็นพระพุทธรูป ไม้งิ้วดำมาแกะได้สารพัดอย่าง แม้กระทั่งมาแกะเป็นปลัดขิก หมอยาพื้นบ้านไทยและชาวจีนถือว่าไม้งิ้วดำเป็นยาอายุวัฒนะมักนำมาประกอบยา สมุนไพร ว่ากันว่าบางคนทำตะเกียบ ถ้าหยิบอาหารที่เป็นพิษ ตะเกียบจะเปลี่ยนสีทันที บางคนทำเป็นพัด ถ้ามีอากาศพิษ พัดที่ถืออยู่จะเปลี่ยนสี หมอยาบางคนใช้ไม้งิ้วดำตรวจรักษาโรค
         บางครั้งใช้ผ้า เช่น ผ้าขาวหรือผ้าแดงมาลงอักขระเลขยันต์ ทำเป็นผ้ายันต์ เสื้อยันต์ ใช้สวมใส่ผูกคอ  พันศีรษะหรือผูกแขน นำไปถักเป็นแหวนลงรักปิดทองสวมใส่นิ้วมือที่เรียกกันว่า แหวนพิรอด บางอย่างใช้ด้ายดิบทำ เช่น ด้ายมงคลสำหรับสวมศีรษะหรือด้ายสายสิญจน์ หรือทำด้วยโลหะเงินทองหรือนากก็มี นำมาตีแผ่ให้เป็นแผ่นบาง ๆ สี่เหลี่ยม แล้วลงอักขระเลขยันต์ ม้วนเข้าให้กลมเรียกว่าตะกรุด หรือทำเป็นรูปพับเป็นสี่เหลี่ยมทำหูห้อยร้อยเชือกเรียกว่าพิสมร ซึ่งเชื่อกันว่ามีอานุภาพทางเมตตามหานิยม



       ในอดีต การทำเครื่องรางของขลังเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะผู้ชาย คนเหล่านี้ต้องการในกรณีพิเศษคือเมื่อออกรบทัพจับศึก เสภาขุนช้างขุนแผนกล่าวถึงทหารที่ออกรบในสมัยนั้นว่า
“สวมสอดเสื้อลงใส่มงคล                               ล้วนอยู่ยงคงทนซึ่งศัสตรา
บ้างอยู่ด้วยรากไม้ไพลว่าน                             บ้างอยู่ด้วยโอมอ่านพระคาถา
บ้างอยู่ด้วยเลขยันต์น้ำมันทา                          บ้างอยู่ด้วยสุราอาพัดกิน
บ้างอยู่ด้วยเงี้ยวงาแก้วตาสัตว์                         บ้างอยู่ด้วยกำจัดทองแดงหิน
บ้างอยู่ด้วยเนื้อหนังฝังเพชรนิล                       ล้วนอยู่สิ้นทุกคนทนศัสตรา”




อาวุธ ที่ใช้ป้องกันตัวและออกรบคือมีดดาบก็ต้องเป็นของวิเศษ ใช้โลหะหลายอย่างที่เชื่อว่าไม่ได้มีอานุภาพตามธรรมชาติอย่างเดียว แต่มีความขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ในตัวด้วย จะได้ไม่เพียงแต่คม แต่สามารถฟาดฟันดั่งใจหมายได้ โลหะที่ดีต้องหายากและมาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังกรณีที่กล่าวไว้ในเรื่องขุนช้างขุนแผนว่า
“เอาเหล็กยอดพระเจดีย์มหาธาตุ                        ยอดปราสาทวารามาประสม
เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม                            เหล็กตรึกโลงตรึกปั้นลมสลักเพชร
หอกสัมฤทธิ์กริชทองแดงพระแสงหัก                   เหล็กปฏักสลักประตูตะปูเห็ด
พร้อมทั้งเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด                       เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้
เอาเหล็กไหลเหล็กหล่อบ่อพระแสง                    เหล็กกำแพงน้ำพี้ทั้งเหล็กแร่
ทองคำสัมฤทธิ์นากอะแจ                                 เงินที่แท้ชาติเหล็กทองแดงดง”
         ดาบนี้นับเป็นของวิเศษขนาดที่ว่า เห็นต้นรังงามสามกำกึ่ง หวดผึงขาดพับลงกับที่ เบาไหลไม่ระคายคล้ายหยวกปลี” และถ้าดีจริงก็คงสู้กับคาถาอาคมของศัตรูได้ด้วย ศัตรูที่ขึ้นชื่อว่าคงกระพันก็ไม่อาจทนต่อดาบวิเศษเช่นนี้ได้
การตีดาบตีเหล็กและการทำเครื่องรางของขลังต่าง ๆ ต้องมีการดูฤกษ์ยาม เสร็จจากการตีการผสมแล้วก็ต้องมีพิธีพุทธาภิเษก ทำนองใช้กระแสจิตดึงเอาพระพุทธคุณต่าง ๆ มาเข้าบรรจุไว้



 พระยา อนุมานราชธนสรุปว่า “ชนชาติไทยนับถือศาสนาต่าง ๆ ซ้อนเป็นอย่างรูปเจดีย์อีกเหมือนกัน คือนับถือผีสางเทวดาเป็นพื้นฐาน ถัดขึ้นไปนับถือไสยศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ในศาสนาพราหมณ์และศาสนาฮินดู  แล้วจึงนับถือพระพุทธศาสนาเป็นดังชั้นยอดของเจดีย์ ความเชื่อทั้งสามคตินี้ นับถือเคล้าคละปะปนกันไป จะถืออย่างไหนมากหรือน้อยกว่ากันก็สุดแล้วแต่ชาติชั้นและการศึกษาของคนใน หมู่ ซึ่งมีไม่เท่าเทียมกัน ใครจะถือหนักไปทางไหน ถ้าไม่เป็นเครื่องเบียดเบียนหรือเดือดร้อนเสียหายแก่ตนและคนอื่น ก็ถือไปไม่มีใครว่าอะไร”
         เรื่องเดียวกันเป็นได้ทั้งพุทธศาสตร์หรือจะเป็นไสยศาสตร์ ถ้าเป็นการทำความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เช่น พระเครื่อง ถ้าเข้าใจว่าเป็นอนุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ก็เป็นพุทธศาสตร์ ถ้าเป็นเรื่องความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ อันเกิดด้วยพลังศรัทธาของผู้บูชาก็เป็นเรื่องไสยศาสตร์
         พระพุทธศาสนากับไสยศาสตร์มีความแตกต่างกันมาก คือพระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักใช้ปัญญาคิดด้วยเหตุผล เมื่อคิดเห็นจริงแล้วว่าสิ่งใดดี มีผู้รู้ยกย่องว่าเป็นความสุขความเจริญ ก็จงปฏิบัติสิ่งนั้นให้มีอยู่ในตนยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตรงกันข้าม ถ้าคิดเห็นจริงแล้วว่า สิ่งใดชั่ว ผู้รู้ติเตียนว่าเป็นความทุกข์ความเสื่อม ก็จงพยายามละทิ้งเสีย อย่าให้กล้ำกรายเข้ามามีอยู่ในตน
         ส่วนไสยศาสตร์เป็นเรื่องของความเชื่อมากกว่าเป็นเรื่องของปัญญา ถ้ามีความเชื่อแต่ไม่ใช้ปัญญาเข้าช่วย ก็อาจเข้าถึงความสุขได้เหมือนกัน แต่ความสุขนั้นมักเป็นความสุขชั่วแล่นผิดจากความสุขที่เกิดจากปัญญา ซึ่งอาจเป็นความสุขที่ถาวรก็ได้ เพราะเหตุนี้ ตามหลักพระพุทธศาสนา ถ้าผู้ใดมีปัญญาไตร่ตรองด้วยเหตุผล เห็นจริงตามที่แนะสอนไว้ และประพฤติปฏิบัติตนไปตามนั้นโดยลำดับ ก็จะประสบความสุขเป็นขั้น ๆ จนกว่าจะบรรลุความสุขที่แท้จริงเป็นที่สุด ซึ่งเรียกว่า นิพพาน
         สรุปว่า ไสยศาสตร์ก็เป็นศาสตร์หนึ่งซึ่งมีความเชื่อเป็นฐานสามารถเป็นที่พึ่งของคน ได้ในระดับหนึ่ง ถ้ายังหาที่พึ่งอื่นอีกไม่ได้ ถ้าสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อก็จะเป็นการดี ทำให้เราเชื่อได้อย่างถาวรพร้อมทั้งมีปัญญาประกอบ  ส่วนพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งถาวร ทำให้สิ้นทุกข์ สิ้นกิเลสไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป


Read more »

Monday, September 24, 2012

พระจันทร์ : ความเชื่อ ตำนาน เล่าขานสู่ประเพณี “ไหว้พระจันทร์”

 

            แม้ว่า “ดวงจันทร์” จะเป็นดินแดนนอกโลกแห่งเดียวที่มนุษย์ได้เดินทางไปสำรวจมาแล้ว  แต่ดวงจันทร์ก็ยังมีความลี้ลับที่ทำให้เกิดความเชื่อ  ตำนาน  บทเพลง และเรื่องราวต่างๆมากมาย อันชวนให้มนุษย์ต้องไปค้นคว้า  ไขว่หาดังต้องมนต์นับแต่อดีตมาจนปัจจุบัน  ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม  จะขอนำบางส่วนมาเล่าต่อ  ดังนี้

            ในระบบสุริยจักรวาล  ที่โลกเราอยู่นี้ ดวงจันทร์ หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า “ลูน่าร์” และชาวกรีกเรียกว่า “เซเลเน่” หรือ “อาร์เทมิส”  เป็นเทหวัตถุ(ก้อน/ชิ้นหรือส่วนหนึ่งของสสาร ที่อาจเป็นของแข็ง ของเหลวหรือแก๊สก็ได้) ที่สว่างเป็นที่สองรองจากดวงอาทิตย์  เป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีแสงสว่างในตนเองเช่นเดียวกับ ดาวพุธ  ดาวศุกร์ และดาวอังคาร  แต่ได้รับแสงสะท้อนมาจากดวงอาทิตย์  และเป็นบริวารดวงเดียวของโลก ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ดวงจันทร์โคจรรอบโลกครั้งหนึ่งใช้เวลา ๒๙.๕ วัน ซึ่งการหมุนรอบโลกและดวงอาทิตย์นี้ทำให้มุมเปลี่ยนไปเราจึงเห็นดวงจันทร์ เต็มดวงบ้าง เป็นเสี้ยวบ้าง กำเนิดของดวงจันทร์มีสมมติฐานหลายอย่าง  บ้างก็ว่าโลกและดวงจันทร์เกิดพร้อมๆกันจากกลุ่มก้อนก๊าซมหึมาของเนบิวลาต้น กำเนิดระบบสุริยะ  บ้างก็ว่าดวงจันทร์แตกตัวออกจากโลก   ขณะที่โลกเริ่มก่อรูปร่างขึ้นทำให้มีการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว มวลสารบางส่วนจึงหลุดอกมาเป็นดวงจันทร์  เป็นต้น พื้นผิวดวงจันทร์จะมี ๒ ลักษณะคือ เป็นเทือกเขาเก่าแก่ เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต  และบริเวณที่ราบเรียบที่มีอายุน้อยกว่า เรียกว่า “ทะเล”(Maria) ซึ่งมิใช่ทะเลจริง แต่สันนิษฐานว่าเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ลาวาไหลท่วมภายหลัง และจะมีเฉพาะด้านที่หันเข้าโลกเท่านั้น ในดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ  เพราะมีแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าโลก ๑ ใน ๖ เราถึงเห็นมนุษย์อวกาศเดินตัวลอยไปลอยมาบนดวงจันทร์   แรงโน้มถ่วงระหว่างโลกและดวงจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลง

            ในสมัยก่อนกวีมักจะชมหญิงสาวว่ามีใบหน้างามดุจพระจันทร์วันเพ็ญ สาวได้ยินก็ปลื้ม เพราะรู้ว่าชมแน่นอน  แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ สาวใดได้รับคำชมว่าหน้าเหมือนพระจันทร์คงคิดหนัก  เพราะตั้งแต่มนุษย์โลกสามารถส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์  เราก็เลยได้รู้ว่าพื้นผิวดวงจันทร์ หาได้สว่างนวล ดูงามอย่างที่เห็นไม่ แต่กลับขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อมากมาย  เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีสนามแม่เหล็กและบรรยากาศ ทำให้ลมสุริยะจากดวงอาทิตย์พัดกระหน่ำทำลายพื้นผิวตลอด ๔ พันล้านปีที่ผ่านมา

            ในตำนานโหราศาสตร์กล่าวไว้ว่า  พระอิศวรหรือพระศิวะได้สร้างพระจันทร์ขึ้นมาจากนางฟ้า ๑๕ นาง  โดยร่ายพระเวทให้นางฟ้าทั้ง ๑๕ นางละเอียดป่นเป็นผงแล้วห่อด้วยผ้าขาว ประพรมด้วยน้ำอมฤต ก็บังเกิดเป็นพระจันทร์เทพบุตรขึ้นมา มีวรกายสีขาวนวล ทรงทิพย์อาภรณ์  มีวิมานที่สถิตเป็นแก้วมุกดา  ทรงอัศวราชเป็นพาหนะ  สถิต ณ ทิศบูรพา (ตะวันออก)  และด้วยเหตุที่พระจันทร์สร้างจากนางฟ้า ๑๕ นางนี้เอง  จึงทำให้เป็นเทวะรูปงามที่มีเสน่ห์ยิ่ง และยังมีความเจ้าชู้มากรักอีกด้วย กล่าวกันว่า เทพบุตรองค์นี้นอกจากจะมีมเหสีหลายองค์แล้ว ยังมีชายาที่เป็นธิดาของพระทักษะประชาบดีอีก ๒๗ องค์ด้วย  และในบางคัมภีร์ยังมีกล่าวไว้ว่า พระจันทร์ได้ลักลอบเกี้ยวพาชายาของพระพฤหัส และพานางไปเสพสมที่วิมานของตน  ทำให้พระพฤหัสกริ้วติดตามไปทวงชายาคืน และก่อให้เกิดเทวะสงครามขึ้น  พระพรหมผู้เป็นใหญ่ได้มาห้าม และลงทัณฑ์มิให้พระจันทร์เข้าประชุมเทวสภาอีก   ในตำราบางแห่ง  ได้พูดถึงการที่พระจันทร์เป็นศัตรูกับพระพฤหัสว่า เกิดจากชาติหนึ่งพฤหัสซึ่งเป็นทิศาปาโมกข์ พ่อนางจันทร์  ได้นำความลับที่จันทร์ลูกสาวเป็นชู้กับอังคาร ไปบอกอาทิตย์ลูกเขย สามีนางจันทร์  ทำให้ถูกจับได้ จันทร์เลยโกรธเกลียดพฤหัส  และก็เป็นที่มาของวันคู่มิตรและศัตรูในทางโหราศาสตร์อีกทางหนึ่ง คือ คนเกิดวันจันทร์ จะไม่ถูกกับคนเกิดวันพฤหัส แต่เป็นคู่มิตรกับวันอังคาร

            นอกจากนี้ก็ยังมีนิทานเล่าว่า  นานมาแล้ว โลกมีพระจันทร์สองดวง เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ต่อมาพระจันทร์หญิงไปหลงใหลแสงเจิดจ้าของพระอาทิตย์ จึงเลื่อนตัวตามพระอาทิตย์ไปเรื่อยๆจนแยกจากจันทร์ชายในที่สุด  เมื่อค่ำคืนมาถึงจึงเหลือเพียงพระจันทร์ชายเพียงดวงเดียว  พระจันทร์ชายได้ออกตามหาพระจันทร์หญิงคืนแล้วคืนเล่า แต่ก็ไม่พบ จึงได้ระเบิดตัวเองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปทั่วจักรวาลเพื่อช่วยกันตามหา  ครั้นต่อมาพระจันทร์หญิงได้ประจักษ์ว่าพระอาทิตย์มิได้ส่องแสงเจิดจ้ามา เพียงเธอเท่านั้น แต่ยังส่องไปยังดาวดวงอื่นอีกมากมาย จึงได้กลับมาหาพระจันทร์ชายอีกครั้ง  แต่เธอก็ไม่อาจได้พบพระจันทร์ชายได้อีกแล้ว ทำให้เธอเศร้าโศกเสียใจ  พระจันทร์ชายจึงพยายามเปล่งแสงที่มีอยู่น้อยนิดให้พระจันทร์หญิงได้เห็น เป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้าเคียงข้างดวงจันทร์ จนเกิดเป็นดวงดาวและดวงจันทร์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้  เพียงแต่วันไหนคุณเห็นดวงจันทร์สวยสด  คุณก็จะไม่เห็นแสงจากดาวดวงเล็กดวงน้อย หรือวันใดที่เราเห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า เราก็จะไม่เห็นพระจันทร์ เพราะเขาและเธอไม่อาจพบกันตลอดกาล

แม้ในตำราจะบอกว่า พระจันทร์เป็นเทพบุตร  แต่ในทางทฤษฎีแพทย์แผนจีน ที่แบ่งสรรพสิ่งในธรรมชาติออกเป็น ๒ ฝ่ายคือหยิน และหยาง  พระจันทร์จะถูกจัดให้เป็น ยิน อันหมายถึงผู้หญิง กลางคืน น้ำ  และความนิ่งรวมอยู่ด้วย   ส่วน หยาง จะได้แก่ พระอาทิตย์ ผู้ชาย  ไฟ  และความเคลื่อนไหว เป็นต้น ซึ่งในทางโหราศาสตร์ ดาวจันทร์ ยังหมายถึงรูปร่างหน้าตา จริตมารยา  ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการ  ความอ่อนไหวง่าย  ปรับตัวง่าย ถิ่นที่อยู่อาศัย และญาติพี่น้อง รวมถึงเป็นดาวธาตุน้ำ  มีสัญลักษณ์เป็นเลข ๒  มีพระพุทธรูปปางประจำวันจันทร์คือ “ปางห้ามญาติ” หรือ “ปางห้ามสมุทร” โดยมีลักษณะต่างกันคือ ปางห้ามญาติจะยกมือขวาขึ้นห้ามเพียงมือเดียว  ถ้าเป็นปางห้ามสมุทรจะยกมือทั้งสองขึ้นห้าม  ซึ่งการที่ถือพระพุทธรูปปางนี้ประจำวันจันทร์  มีการสันนิษฐานว่า เกิดจากเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์เสด็จไปห้ามพระญาติสองเมืองคือกรุงกบิลพัส ดุ์ และเทวทหะมิให้ทะเลาะแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณี ที่ใช้ทำเกษตรร่วมกัน  ดังนั้น จึงเกี่ยวพันกันทั้งน้ำและญาติ อันเป็นความหมายและอิทธิพลของดาวจันทร์ จึงใช้พระพุทธรูปปางนี้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อเตือนสติ  เช่นเดียวกับปางห้ามสมุทรที่เกี่ยวกับน้ำ  อันเป็นเหตุการณ์เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปปราบชฏิลสามพี่น้องซึ่งเป็นนักบวช ที่บูชาไฟ และตั้งต้นเป็นใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ได้ทรงแสดงปาฏิหารย์ห้ามลม ห้ามฝน ห้ามพายุน้ำท่วม มิให้มาทำอันตรายพระองค์ได้ จนชฏิลทั้งหลายเกิดเลื่อมใสขอบวชตาม  คนโบราณสร้างพระพุทธรูปปางนี้ประจำวันจันทร์เพื่อแก้เคล็ด มิให้เป็นคนหวั่นไหวง่าย  และรู้จักหักห้ามใจตนเอง รวมทั้งขจัดปัดเป่าให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี ตามลักษณะอาการที่ยกพระหัตถ์ห้ามนั่นเอง    นอกจากนี้ในทางพุทธศาสนา  เราจะสังเกตเห็นว่าเหตุการณ์สำคัญๆต่างๆก็ล้วนเกิดในคืนวันเพ็ญทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน  วันมาฆบูชา  อาสาฬหบูชา  เป็นต้น

ในหนังสยองขวัญต่างๆ เช่น มนุษย์หมาป่า ก็มักกำหนดให้ พระเอกกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง หรือพระจันทร์สีเลือด  นอกจากนี้บางแห่งยังมีความเชื่อว่าอิทธิพลของดวงจันทร์ทำให้อะไรเล็กอะไร ใหญ่ก็ได้  เช่น  ถ้าต้องการปลูกต้นน้ำเต้าให้ผลเล็ก ให้ปลูกตอนเดือนเริ่มหงายใหม่ๆ  ถ้าต้องการจะปลูกให้ผลโต ต้องปลูกหลังเดือนเพ็ญไปแล้ว ๓ วัน ซึ่งก็คือข้างแรมนั่นเอง

            สำหรับบทเพลงที่เกี่ยวกับ ดวงจันทร์ พระจันทร์ที่เราคุ้นหูตั้งแต่เด็กก็คือ จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง  ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า ฯ  แล้วก็ยังมีเพลงที่แสดงให้เห็นว่า ผู้แต่งเพลงทั้งหลายผูกพันหรือต้องมนต์ของพระจันทร์อยู่ไม่น้อย  เช่น เพลงโสมส่องแสง   จันทร์แจ่มฟ้า  และลาวดวงเดือน  เป็นต้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าแสงสกาวสุกใสในคืนวันเพ็ญ ทำให้เกิดความรู้สึกโรแมนติก  และมีผลต่อจินตนาการของนักกวี นักแต่งเพลง และนักเขียนซึ่งไม่เฉพาะบ้านเราเท่านั้น แต่เข้าใจว่ามีอยู่ในทุกประเทศด้วย นอกจากนี้ “ดวงจันทร์” ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีก เช่น จันทรา ดวงเดือน  แข หรือ โสม  เป็นต้น (คำว่า”เพ็ญ” หมายถึง “เต็ม” เช่น คืนเดือนเพ็ญ คือ คืนพระจันทร์เต็มดวง)

            เรื่องราวเกี่ยวกับ “พระจันทร์” อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ “ประเพณีไหว้พระจันทร์” ซึ่งตามเอกสารเผยแพร่ของกองวิชาการและแผนงาน เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้กล่าวว่า เป็นประเพณีที่สำคัญประเพณีหนึ่งของชาวจีนที่มีมาแต่โบราณนับร้อยๆปี  วันไหว้พระจันทร์จะตรงกับวันที่ ๑๕ เดือน ๘ ของจีน ซึ่งถือกันว่าเป็น วันกลางเดือนของเดือนกลางฤดูใบไม้ร่วง  เพราะจีนจะแบ่งวันเวลาออกเป็น ๔ ฤดูคือ ชุง ฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือน ๑ ๒ ๓ แห่ คือ ฤดูร้อน ตรงกับเดือน ๔ ๕ ๖  ชิว คือ ฤดูใบไม้ร่วง ตรงกับเดือน ๗ ๘ ๙ และตัง คือฤดูหนาว ตรงกับเดือน ๑๐ ๑๑  และ ๑๒ ของจีน  ซึ่งวันสารทกลางเดือนกลางฤดูใบไม้ร่วงดังกล่าว ยังเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง  ที่เล่ากันว่าจักรพรรดิ์จีนสมัยโบราณจะทำพิธีเซ่นไหว้พระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ ผลิ และไหว้พระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง

            การไหว้พระจันทร์ เป็นการไหว้เพื่อรำลึกถึงองค์ไท้อิมเนี้ย  เทพผู้ให้ความสุขสงบแก่สรรรพสิ่งในโลก  และถือว่าเป็นเทพที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดองค์หนึ่ง ซึ่งจะเสด็จมาโปรดสัตว์โลกในคืนพระจันทร์เต็มดวงของเดือน ๘ ของสักการะจึงมักเป็นของเสี่ยงทายเพื่อขอให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนและ ครอบครัว  นอกจากนี้ วันไหว้พระจันทร์ ยังเกี่ยวกับประวัติศาสาตร์จีน ตอนที่ “จูง่วนเจียง” ผู้นำชาวจีนสมัยนั้นได้นัดแนะชาวจีนขึ้นต่อต้านกษัตริย์ชาติมองโกลที่ยึด ครองจีนอยู่  โดยให้แต่ละครอบครัวจัดทำอาวุธ  และเอกสารนัดหมายแอบซ่อนไว้ในหรือใต้ขนมโก๋  หรือขนมเปี๊ยะที่มีขนาดใหญ่ โดยแกล้งทำเป็นธรรมเนียมแลกเปลี่ยนขนมระหว่างญาติเพื่อตบตาชาวมองโกล  เพราะสมัยก่อนมีกฏหมายห้ามชาวจีนตีเหล็กทำอาวุธ และให้มีมีดใช้ ๕ ครอบครัวต่อหนึ่งเล่ม  ซึ่งในหนังสือก็ได้นัดให้ทุกครอบครัวจัดงานไหว้พระจันทร์ด้วยการประดับประดา ตกแต่งโต๊ะไหว้ให้สวยงามโดยพร้อมเพรียงกัน และถือเป็นวันดีเดย์ในการยึดอำนาจคืน  เมื่อสำเร็จ จูง่วนเจียงได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ นามว่า “พระเจ้าไท้โจวเกาอ่วงตี้”

ในสมัยก่อน ประเพณีวันไหว้พระจันทร์จะเป็นวันที่สาวๆหนุ่มชาวจีนจะได้มีโอกาสออกมาพบปะ กันด้วย ทำให้หลายคู่ได้แต่งงานกันเพราะประเพณีนี้  ปัจจุบัน  ประเพณีการไหว้พระจันทร์ได้ลดน้อยถอยลงไปมาก นับตั้งแต่สหรัฐฯได้ส่งนีล อาร์มสตรองไปเหยียบดวงจันทร์ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๒  และประเพณีดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิมด้วยอาหารเจ พร้อมมีการจัดโต๊ะประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามแทน  ซึ่งในปีนี้ “วันไหว้พระจันทร์” ตรงกับวันที่ ๑๘ กันยายน  ซึ่งหลายแห่งก็มีการจัดงานตามประเพณีกันอยู่เช่นที่เทศบาลเมืองพนัสนิคม ในจังหวัดชลบุรี

ที่กล่าวข้างต้น  คงจะทำให้หลายๆคนได้รู้จัก “พระจันทร์”ที่แสนจะใกล้ชิดเรายิ่งขึ้น และไม่ว่าเราจะมอง “ดวงจันทร์” ที่ไกลจากโลก ๓๘๔,๔๐๐กิโลเมตร อย่างนักดาราศาสตร์  หรือจะเฝ้าชม “จันทรา” ด้วยมนต์สะกดแบบไหน   “พระจันทร์” ก็ยังเป็นพระจันทร์ที่ส่องแสงแก่ทุกคนในโลกอย่างเท่าเทียมกัน
..............................................................

Read more »

เคล็ด ลาง อาถรรพ์ ความเชื่อ งมงายหรือท้าทายวิทยาศาสตร์

 

              วันที่ ๑๘  สิงหาคมของทุกปี  ถือว่าเป็น  “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”   ด้วยว่าวันนี้ในปี   พ.ศ. ๒๔๑๑  เป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งในวงการการศึกษาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทย    เพราะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง  ที่ตำบลหว้ากอ  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  อันเป็นปรากฏการณ์ที่พระองค์ได้ทรงคำนวณไว้ก่อนล่วงหน้าถึง ๒ ปีว่าจะเกิดขึ้น  และได้เกิดเป็นจริงตามที่ทรงทำนายไว้ ต่อหน้าผู้ตามเสด็จฯ และแขกบ้านแขกเมือง เช่น  เซอร์แฮรี่ ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์  กงสุลอังกฤษ และคณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ตามไปสังเกตการณ์  ซึ่งในขณะนั้นชาติทางตะวันตก ยังไม่มีการคำนวณได้ล่วงหน้าถึงขนาดนี้มาก่อนเลย   แต่พระองค์สามารถบอกกำหนดวัน เวลาที่เกิดสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การคำนวณในครั้งนั้นทรงคำนวณด้วยพระองค์เอง และเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น นอกจากนี้  พระองค์ยังได้สร้างหอดูดาวบนเขาวัง จังหวัดเพชรบุรี  และทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทยก่อนประเทศทางตะวันตกหลายปี  อีกทั้งยังทรงออกประกาศเตือนล่วงหน้าที่ชื่อว่า“ประกาศดาวหางขึ้นอย่า วิตก”เพื่อมิให้ประชาชนตื่นตระหนกเกี่ยวกับดาวหางตามความเชื่อเดิม อันถือได้ว่าเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของไทย ด้วยพระอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว  ในปีพ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี  คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในการน้อมเกล้าน้อมฯถวายพระราชสมัญญาแด่พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”  และกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคม อันเป็นวันที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงตามที่ทรงคำนวณไว้ เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”

            สุริยุปราคา  เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน   ดวงจันทร์จึงบังแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก  เป็นเหตุให้เราเห็นดวงอาทิตย์มืดไปบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งจะมี ๓ ลักษณะ  คือ สุริยุปราคาเต็มดวง  สุริยุปราคาบางส่วน   และสุริยุปราคาแบบวงแหวน   คนในสมัยก่อนซึ่งไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะกลัวการเกิดสุริยุปราคามาก เพราะเชื่อว่าการที่ท้องฟ้าจู่ๆก็มืดมิดไปนั้น  เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาทำให้ดวงอาทิตย์มืดมนไป  หรือบ้างก็เชื่อว่าเกิดจากพระราหูอมพระอาทิตย์ หรือพระจันทร์  เพื่อแก้แค้นที่ทำให้ตนถูกจับได้    ตอนแอบปลอมตัวไปร่วมกินน้ำทิพย์อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร และถูกพระนารายณ์ขว้างจักรใส่จนตัวเหลือครึ่งท่อน  ดังนั้น เมื่อเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคาครั้งใด ชาวบ้านก็จะช่วยกันตีเกราะ เคาะไม้หรือส่งเสียงดังๆเพื่อทำให้พระราหูตกใจ และคลายพระอาทิตย์  พระจันทร์ออกมา  นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่า การปรากฏของดาวหางจะนำสิ่งเลวร้ายมาสู่โลก หรือทำให้บุคคลสำคัญๆต้องเสียชีวิตลง

            นั่นคือส่วนหนึ่งของความเชื่อในสมัยโบราณ  ซึ่งความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร  ทำให้คนไม่รู้จัก  หรือไม่ทราบสาเหตุของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  อย่างไรก็ดี   แม้ว่าปัจจุบันวิทยาการต่างๆจะได้เจริญรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง  จนมนุษย์กำลังจะก้าวไปสู่ยุคนาโนเทคโนโลยีแล้วนั้น   ปรากฏว่าความเชื่อในเรื่องเคล็ด ลาง อาถรรพ์ หรือสิ่งเหลือเชื่อก็ยังมีอยู่ทั่วโลก  แม้แต่ในประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้วก็ตาม   ซึ่งบางเรื่องก็มีเหตุผลรองรับ   บางเรื่องก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ เพราะไม่อาจพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่คนก็ยังเลือกที่จะเชื่อ   ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม  จะขอยกตัวอย่างบางส่วนมากล่าวถึงต่อไป

             ตัวเงินตัวทอง  คนไทยเราจะถือว่าถ้าตัวเงินตัวทองเข้ามาอยู่ในบริเวณบ้านหรือไปเห็นมันเข้า จะทำให้เกิดความอัปมงคลหรือเป็นการบอกลางร้ายแก่บุคคลนั้น  การที่ถือเช่นนี้ ก็เพราะว่า ตัวเงินตัวทอง มีชื่อที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปว่า “เหี้ย”  อันเป็นคำด่าหมายถึง เลวทราม ต่ำช้า  ทำให้ใครก็ตามที่เห็นหรือได้ยินเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี  อีกทั้ง “เหี้ย” ยังเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ตระกูลเดียวกับตะกวด ที่ชอบกินของเน่าเสียเป็นอาหาร  สัตว์ชนิดนี้จึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความอัปมงคล เพราะชอบคลุกคลีกับสิ่งเน่าเหม็น ที่ถือว่าเป็นสิ่งไม่ดีไม่งาม  ดังนั้น ปัจจุบันจึงมักเรียกมันใหม่ว่า ตัวเงินตัวทอง เพื่อให้เกิดรู้สึกในทางบวก  และเชื่อว่าถ้าเรียกแบบนี้จะให้โชคลาภแก่คนที่เห็นและเรียก  ยกเว้นการนำมันไปปล่อยในบางสถานที่ ถือว่าเป็นการด่าโดยอ้อม

            จิ้งจกทักและคนจาม  ตำราว่าไว้ว่า เวลาจะยาตรา คือ เดินทางไปที่ต่างๆ ถ้าจิ้งจกทักหรือคนจามจะบอกเหตุ ดังนี้ ข้างหน้า ให้เร่งไปโดยเร็วจะมีชัย  ข้างหลัง แม้นไปจะได้ทุกข์ ซ้าย จะมีชัย   ขวา จะรับทุกข์ บน อย่าเดินทางเป็นอันขาด อันตรายมาก  ไต่บนเท้า จะพบโชคชัย  ส่วนการถือลางเกี่ยวกับคนจามของคนผิวขาว เขาบอกไว้ว่า คนจาม วันต่างๆจะให้ผล ดังนี้  จามวันจันทร์ ภยันตรายจะเกิดกับท่าน วันอังคาร จะได้จูบกับคนแปลกหน้า  พุธ จะได้รับจดหมายหรือบัตร  พฤหัสบดี จะสิ้นทุกข์และดีขึ้น  ศุกร์จะพบความเศร้าโศก และวันอาทิตย์ จะปลอดภัยต่ออันตรายทั้งปวง (วันเสาร์ไม่มีได้บอกไว้) นอกจากนี้ยังถือว่า หากจะไปไหนแล้วแมวดำวิ่งตัดหน้า ให้งดเดินทาง เพราะจะประสบอันตราย

            ศุกร์ ๑๓   ชาวคริสต์และคนตะวันตกจะถือว่าเลข ๑๓ เป็นเลขอัปมงคล  โดยมีสาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้ายของเยซูคริสต์ที่เรียกกันว่า  The  Last  Supper นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์รวม ๑๓ คน และในวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๓ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์  เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ ๑๓ เป็นวันอาถรรพ์ หรือวันโชคร้าย  นอกจากนี้ยังมีความเชื่อของฝรั่งโบราณที่มิให้ตัดเล็บวันศุกร์ เพราะกลัวว่าแม่มดจะขโมยเล็บไปเสกให้เราเป็นแม่มดไปด้วย  และวันศุกร์ยังใช้เป็นวันประหารนักโทษสมัยก่อน  ดังนั้น ทั้งวันศุกร์และเลข ๑๓ จึงเป็นลางร้ายของฝรั่ง  ทำให้โรงแรมต่างๆในยุโรปไม่ค่อยมีห้องเบอร์ ๑๓  บางแห่งถือมากก็ไม่มีชั้นที่ ๑๓ ด้วยซ้ำ โดยนับข้ามไปเป็น ๑๔ เลย

            ความเชื่อเกี่ยวกับประจำเดือนผู้หญิง   ในสมัยโบราณบางชาติ จะใช้ประจำเดือนของผู้หญิงทำเป็นยาเสน่ห์ เช่น บางคนจะหยดประจำเดือนของตนลงไปในน้ำชา ๒-๓ หยดให้ชายคนรักดื่ม โดยเชื่อว่าจะทำให้เขาไม่เบื่อหน่ายเธอ  ส่วนคนไทยถือว่าผู้หญิงหากมีประจำเดือน หากเดินผ่านร่องผักหรือต้นไม้บางชนิด เช่น สะระแหน่ พลู ฯลฯจะทำให้ต้นไม้เหล่านี้เหี่ยวเฉาตาย  รวมทั้งห้ามผู้ชายที่มีเครื่องรางของขลังสมสู่กับหญิงที่มีประจำเดือน เพราะจะทำให้อาคมเสื่อม

            การทรงเจ้าเข้าผี   มักจะบอกว่ามีองค์ของเทพเจ้า หรือพระมหากษัตริย์ในอดีตที่คนเคารพนับถือมาประทับร่าง   โดยผู้ที่เป็นร่างทรงจะเปลี่ยนบุคลิกไปทันทีเมื่อองค์เข้า  ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือกิริยาท่าที  เป็นที่น่าสังเกตว่า  ผู้ที่มาหาร่างทรง  ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่มีปัญหาชีวิต เช่น เรื่องเรียน  ธุรกิจการงาน  เรื่องในครอบครัว ฯลฯ อยู่แล้ว ทำให้ไม่สบายใจ  การไปหาร่างทรงก็เพื่อไปขอคำแนะนำในการแก้ปัญหา  หรือเพื่อสร้างความมั่นใจและกำลังใจให้เพิ่มขึ้น

            นอกจากข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆอีก  ได้แก่  การบนถวายของบางสิ่งบางอย่างต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือเพื่อขอให้สม ปรารถนา เช่น บนไข่ต้มกับพระแก้วมรกต เพราะเชื่อว่าเป็นของที่ท่านชอบ ท่านก็จะบันดาลให้ได้ตามที่ตนขอ  หรือพ่อค้าแม่ขายแขวนปลัดขิก (เครื่องรางที่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย)หรือวางนางกวักไว้หน้าร้านขายของ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ค้าขายคล่อง  และที่แปลกคือ มีผู้บอกว่า ใครเห็นคนกวาดถนนแล้ว ตรงไปคำนับสามครั้งจะโชคดี หรือถ้าไปสมัครงาน แล้วแวะไปคำนับคนกวาดขยะก่อนสามครั้ง จะได้รับบรรจุเข้าทำงานทันที  ฯลฯ

            เคล็ด ลาง  อาถรรพ์  และความเชื่อเหล่านี้  บางเรื่องบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องงมงาย   เพราะหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้  โดยเฉพาะหลายๆเรื่องเป็นกลอุบายของคนโบราณในการสอน แต่เมื่อนำมาเล่าหรือปฏิบัติต่อๆกันมา เหตุผลเดิมก็ค่อยๆเลือนหายไป  ทำให้ไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น   และก็มีไม่น้อย ที่มีผู้นำความเชื่อในอดีตมาหลอกลวงผู้ที่กำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์และมีปัญหา ทำให้ยอมทำในสิ่งที่ตนหากอยู่ในสภาวะปกติ ก็อาจไม่ทำก็ได้  อย่างไรก็ตาม  ถ้าสังเกตให้ดี   จะเห็นว่า เรื่องความเชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่มีผลต่อจิตใจ  สามารถเพิ่มหรือลดทอนกำลังใจคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ  และหลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่ท้าทายให้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ย้อนกลับไปพิสูจน์ ความจริงว่า มันงมงาย  หรือ เพราะวิทยาการสมัยนี้ยังก้าวไปไม่ถึงกันแน่ ?

...........................................
Read more »

เล่าเรื่องน่ารู้จาก “พระไตรปิฎก” ศาสนาจะอยู่ไม่นานเพราะอะไร/ กำเนิดวันพระ/ทำอย่า


เมื่อ เอ่ยถึง พระไตรปิฎก หลายๆคนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวและยากจะเข้าถึง ซึ่งอาจเกิดจากภาษาที่ใช้ ทั้งๆที่พระไตรปิฎกถือได้ว่าเป็นตำราหรือคัมภีร์สำคัญทางพุทธศาสนาที่ทุกคน ควรได้เรียนรู้ เพราะได้รวบรวมคำสอนหลักๆขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันได้มีการถอดความ และจัดทำพระไตรปิฎกออกมาในภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ เป็นพระไตรปิฎกฉบับประชาชนบ้าง ฉบับเยาวชนบ้าง รวมทั้งมีคัดเลือกเนื้อหาสาระบางส่วนที่น่าสนใจมาเผยแพร่ ทำให้คนทั่วไปได้ทราบเรื่องราวในพระไตรปิฎกมากขึ้น และเพื่อให้ผู้ที่ไม่เคยทราบเกี่ยวกับพระไตรปิฎกว่ากล่าวถึงเรื่องอะไรไว้ บ้าง กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำสาระน่ารู้บางส่วนที่นำมาจากพระไตรปิฎกมาเล่าสู่กันฟังเป็นเรื่องๆ
 http://www.m-culture.go.th/pic_thumbnail/files230110154504.jpg
 เริ่มด้วยการรู้จัก “พระไตรปิฎก”กันก่อน

คำว่า “พระไตรปิฎก” มาจากคำว่า “ไตร”ที่แปลว่า สาม และ “ปิฎก” หมายถึง กระจาด ตะกร้า หรือบางแห่งก็แปลว่า คัมภีร์ เมื่อรวมความแล้ว หมายถึง ที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ให้กระจัดกระจายสูญหาย แต่ให้อยู่ในตะกร้าหรือกระจาดนั่นเอง โดยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนหรือ ๓ คัมภีร์คือ พระวินัยปิฎก เป็นเรื่องเกี่ยวกับวินัยหรือศีลของพระสงฆ์ พระสุตตันตปิฎก เป็นเรื่องคำสอนทั่ว ๆ ไปที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในที่ต่างๆมีการเอ่ยชื่อบุคคล สถานที่และประวัติตามท้องเรื่อง และสุดท้ายคือ พระอภิธรรมปิฎก เป็นข้อธรรมะล้วนๆกล่าวถึงความเป็นไปแห่งชีวิตและจุดหมายปลายทางของชีวิต หรือนิพพานนั่นเอง ซึ่งในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ยังไม่มีการแบ่งชัดเจนเช่นนี้ และมิได้เรียกว่าพระไตรปิฎก มีแต่เพียงการรวบรวมข้อธรรมะของพระพุทธเจ้าและพระวินัยเป็นข้อๆแล้วซักซ้อม ท่องจำกันมา แล้วพระพุทธองค์ก็จะทรงขานรับรองว่าถูกต้อง ซึ่งการท่องจำเช่นนี้นี่เอง จึงเป็นที่มาของการสวดปาติโมกข์ คือ การท่องจำพระวินัยอันเป็นการสวดข้อบัญญัติทางวินัยของสงฆ์ ๒๒๗ ข้อทุกๆ ๑๕ วันในเวลาต่อมา และเนื่องจากภาษาที่ปรากฎในพระไตรปิฎกสมัยนั้นยากแก่การเข้าใจ จึงได้มีการอธิบายความพระไตรปิฎกขึ้นภายหลัง ซึ่งเรียกกันว่า อรรถกถา แปลว่า คำอธิบายพระไตรปิฎกโดยพระเถระผู้ใหญ่ ที่เรียกว่า

พระอรรถกถาจารย์

ปัจจุบันเรามักได้ยินคนพูดว่า ศาสนาเสื่อมลงๆ เพราะคนในสังคมผิดศีล ขาดธรรมกันมากขึ้น ซึ่งในเรื่องพระศาสนาจะตั้งอยู่ได้นานหรือไม่นั้น พระพุทธองค์ก็ได้ทรงกล่าวตอบข้อสงสัยข้อนี้ของพระสารีบุตรว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้าวิปัสสี สิขี และเวสสภู อยู่ไม่ได้นานเนื่องจากเมื่อแสดงธรรมแก่สาวกแล้ว พระพุทธเจ้าเหล่านี้ มิได้มีการบัญญัติเป็นพระวินัยเอาไว้ เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระศาสนาของพระองค์ก็อันตรธานหายตามไปด้วย ส่วนในสมัยพระพุทธเจ้ากกุธสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ดำรงอยู่ได้นานเพราะเมื่อแสดงธรรมแล้ว ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ด้วย เมื่อทั้งสามพระองค์ปรินิพพาน พระศาสนาก็ยังคงสืบเนื่องต่อไปได้ ทั้งนี้ ทรงเปรียบให้ฟังว่า บรรดาคฤหัสถ์ที่ออกบวชในศาสนา โดยไม่มีวินัยควบคุมนั้น เหมือนดอกไม้ต่างพรรณ ที่กองไว้บนพื้นกระดาน โดยไม่มีด้ายร้อยให้ติดกัน ลมย่อมพัดให้กระจัดกระจายได้ง่าย ฉันใดก็ฉันนั้นแต่บรรดาคฤหัสถ์ต่างชาติต่างสกุลที่ออกบวช โดยมีวินัยควบคุมนั้น เหมือนดอกไม้ต่างพรรณที่กองบนพื้นกระดาน โดยมีด้ายร้อยติดกันไว้ ลมย่อมพัดให้กระจัดกระจายได้โดยยาก ฉันใดก็ฉันนั้น กล่าวโดยสรุปก็คือ ความเสื่อมและความเจริญแห่งพระศาสนามาจากการมีพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรง บัญญัติไว้คอยควบคุมความประพฤติผู้เข้ามาบวชในพุทธศาสนานั่นเอง ทั้งนี้เพราะพระวินัย ก็คือข้อปฏิบัติหรือศีลของพระ ซึ่งทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นรากแก้วของศาสนา เป็นรากฐานแห่งความดีต่างๆ พระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดเนื้อนาบุญแห่งพระศาสนา หากพระสงฆ์อยู่ในพระวินัย และปฏิบัติดีย่อมทำให้ศาสนาเจริญรุ่งเรือง เป็นที่เคารพเลื่อมใสและที่พึ่งของประชาชน แต่หากพุทธสาวกมิได้ทำตามพุทธบัญญัติ ก็ย่อมทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือ และถอยห่างจากศาสนา อันนำมาซึ่งความเสื่อมสลายไปในที่สุด

การกำเนิดวันพระ มาจากดำริของพระเจ้าพิมพิสาร ที่เห็นว่าทุกวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำและ ๑๕ ค่ำ นักบวชนอกพระพุทธศาสนา มักจะมาประชุมเพื่อกล่าวธรรมของตน และชาวบ้านก็จะพากันไปฟังด้วยความเลื่อมใส พระองค์จึงอยากให้พระสงฆ์กระทำเช่นนั้นบ้าง จะได้ความรักและความศรัทธาเลื่อมใสจากประชาชน จึงนำพระดำรินี้ไปทูลขอต่อพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ประชุมกันในทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ แต่ปรากฏว่าในครั้งนั้น พระภิกษุเมื่อประชุมกันแล้ว พากันนิ่งเฉยไม่พูดอะไร ชาวบ้านก็พากันตำหนิ ว่าทำไมประชุมกันแล้ว ไม่แสดงธรรม

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรงอนุญาตให้มีการแสดงธรรมในวันดังกล่าว ซึ่งเรียกกันภายหลังว่า “วันพระ” หรือ “วันธรรมสวนะ” และต่อมาทรงเห็นว่า ควรนำเอาศีลของภิกษุ ๒๒๗ ข้อมาแสดงในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำอันเป็นวันอุโบสถ ที่เรียกว่า สวดปาติโมกข์ด้วย จึงเป็นประเพณีสวดปาติโมกข์ทุก ๑๕ วันดังที่ทรงบัญญัติไว้

มีคนกล่าวไว้ว่า “สตรีเป็นศัตรูแห่งพรหมจรรย์” บางคนอาจคิดว่าเป็นการกล่าวร้ายผู้หญิง จริง ๆแล้วในพระไตรปิฎก็มีการพูดถึง “สตรีเป็นมลทินของภิกษุ” โดยมีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี พระภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระอุทายี เป็นพระในสกุลเมืองสาวัตถี ท่านชอบเข้าออกในสกุลเป็นประจำ ซึ่งสมัยนั้นท่านมีหญิงสาวที่พ่อแม่ได้ยกให้ไว้แล้วเป็นอุปัฏฐากอยู่ วันหนึ่งท่านไปบ้านหญิงดังกล่าว และหญิงสาวอยู่ในห้อง ท่านก็ตามเข้าไปในห้องคุยกันสองต่อสอง ปรากฏว่านางวิสาขามหาอุบาสิกา ไปบ้านนั้นพอดีเห็นพระอุทายีทำเช่นนั้น ก็กล่าวติเตียนว่าปฏิบัติตนไม่เหมาะสม แต่พระอุทายีไม่สนใจ นางจึงไปเล่าให้พระภิกษุอื่นฟัง พวกพระภิกษุก็พากันตำนิพระอุทายีและนำความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ให้มีการประชุมสงฆ์สอบสวนเรื่องนี้ เมื่อได้ความจริงก็ทรงตำหนิว่า พระอุทายีทำไม่เหมาะ ไม่ควร เพราะจะเป็นเหตุให้ผู้ไม่เลื่อมใสพระพุทธศาสนา ยิ่งไม่เลื่อมใส ส่วนใครที่เลื่อมใส ก็อาจจะคลายความเลื่อมใสลง เมื่อกล่าวติเตียนแล้วก็ทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามมิให้ภิกษุนั่งในที่ลับหูหรือลับตากับหญิง หนึ่งต่อหนึ่งอีกต่อไป ซึ่งพระวินัยข้อนี้ยังใช้อยู่จนปัจจุบัน จากเรื่องนี้จะเห็นว่าที่กล่าวว่าผู้หญิงทำให้ภิกษุเป็นมลทิน นั้น ก็เพราะว่าหากผู้หญิงเข้าใกล้พระเมื่อใด แม้จะเพียงคุยกัน และไม่มีอะไรกันเช่นพระอุทายี แต่ก็จะทำให้พระมัวหมอง และถูกกล่าวหาได้โดยง่าย ยิ่งอยู่ในที่ลับตาคน ยิ่งไม่เหมาะ และพระภิกษุแม้จะบวชถือศีล ๒๒๗ ข้อ แต่ก็มิใช่ผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ยังมีความเป็นปุถุชนอยู่ หากอยู่ใกล้ชิดกันโอกาสจะเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามนั้นมีง่าย ซึ่งเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงปรารภกับพระอานนท์ว่า ถ้ามีผู้หญิงมาบวชเมื่อไร ก็จะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พระศาสนาตั้งอยู่ได้ไม่นาน และคงด้วยเหตุผลนี้ เมื่อพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระน้านางและพระมารดาบุญธรรมของพระองค์มาขอบวชเป็นภิกษุณีองค์แรก พระวินัยของภิกษุณีจึงมีถึง ๓๑๑ ข้อมากกว่าพระภิกษุเสียอีก รวมทั้งมีครุธรรมที่ต้องปฏิบัติอีกด้วย

เชื่อไหมว่า คำว่า “คว่ำบาตร” ก็มีปรากฏในพระไตรปิฎกด้วย โดยมีเรื่องเล่าว่า เจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งมีเพื่อนเป็นพระภิกษุสองรูปชื่อพระภุมมชกะและพระเมตติยะ ถูกพระทั้งสองใช้ให้ไปทำอุบายใส่ร้ายพระทัพพมัลลบุตร ด้วยพระสองรูปคิดว่าพระภิกษุองค์นี้กลั่นแกล้งตน เจ้าลิจฉวีก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้าใส่ความหาว่าพระองค์นี้ข่มขืนมเหสีของตัว เมื่อพระพุทธเจ้าสอบสวนหาความจริง ก็ทราบว่าเจ้าลิจฉวีโกหก พระพุทธองค์จึงทรงแนะให้สงฆ์ทั้งหมดดำเนินการคว่ำบาตรเจ้าลิจฉวีทันที กล่าวคือ ห้ามสงฆ์คบค้าสมาคมบุคคลผู้นี้อีกต่อไป รวมถึงบุคคลผู้ทำความชั่ว ๘ อย่าง ให้สงฆ์งดเกี่ยวข้องด้วย เช่น พวกที่ยุยงพระให้แตกกัน ผู้ที่ด่าว่าเปรียบเปรยพระ ผู้ที่กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นต้น เมื่อเจ้าลิจฉวีได้ทราบว่าตนถูกคว่ำบาตรก็เสียใจจนสลบไป ครั้นต่อมา ได้มาขอเฝ้าพระพุทธเจ้าและกราบทูลขออภัยโทษสำนึกผิด พระพุทธองค์ก็ทรงยกโทษให้ ด้วยการประชุมสงฆ์และหงายบาตร อันถือเป็นการคืนดีกับพระสงฆ์

กำเนิด”ชีวกโกมารภัจจ์” (ชี-วะ-กะ-โก-มา-ระ-พัด) ผู้ที่เรียนแพทย์แผนโบราณ คงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดี ด้วยถือว่าเป็น “ครูทางการแพทย์แผนโบราณ” ปัจจุบันหากเราไปตามสถานที่นวดแผนโบราณ เรามักจะเห็นรูปภาพหรือรูปปั้นที่มีหน้าตาคล้ายฤาษีนั่งสมาธิที่เขาตั้งไว้ บูชา นั่นคือ รูปของหมอชีวกโกมารภัจจ์นั่นเอง ตามประวัติหมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุตรของ นางสาลวดี หญิงงามเมืองในกรุงราชคฤห์ ซึ่งมีความงามและเสน่ห์ยิ่ง ซึ่งเมื่อนางท้องและกลัวจะมีผลต่ออาชีพ จึงได้แกล้งป่วย และเมื่อคลอดบุตรออกมาก็ให้ทาสนำทารกใส่กระด้งไปทิ้งกองขยะ รุ่งเช้าเจ้าชายอภัยผ่านมาเห็นทารกถูกฝูงกาห้อมล้อม ก็ตรัสถามว่า “ยังมีชีวิตอยูหรือ” (ชีวกะ) ครั้นได้ทรงรับคำยืนยันว่า”ยังมีชีวิตอยู่” จึงได้นำทารกนั้นมาเลี้ยง และพระราชทานนามว่า “ชีวก” และให้นามสกุลว่า “โกมารภัจจ์” เมื่อเติบโตขึ้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้ถามหาบิดามารดา พระองค์ก็ตอบว่าไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อแม่แท้ๆ แต่พระองค์เป็นบิดาเพราะชุบเลี้ยงมา ชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้คิดว่า ตามธรรมดาในราชสำนัก หากไม่มีศิลปะ(ไร้การศึกษา) คงจะพึ่งพาบารมียาก จึงหนีไปเรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ณ สำนักตักกศิลา เรียนอยู่ ๗ ปีเรียนได้เร็ว และจำได้มาก ความรู้แตกฉาน แต่ก็สงสัยว่าทำไมอาจารย์ไม่ให้จบสักที เมื่อสอบถามอาจารย์ๆเลยให้ลองไปหาพืชที่มิใช่สมุนไพรมาให้ดูสักตัว ปรากฏว่าหาไม่ได้ มีแต่พืชที่ทำยาได้ทั้งนั้น ไปบอกอาจารย์ๆเลยบอกว่าสำเร็จการศึกษาแล้วระดับหนึ่ง พอจะทำมาหาเลี้ยงชีพได้ และมอบเสบียงกรังให้เดินทางกลับบ้านได้ ซึ่งหลังจากนั้นชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้ใช้วิชาแพทย์รักษาคนเรื่อยมา ต่อมาได้รักษาริดสีดวงให้พระเจ้าพิมพิสาร พระองค์จึงมีพระราชานุญาตให้หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นหมอประจำพระองค์ ตลอดจนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

ทำอย่างไรสามี-ภริยาจะพบกันทุกชาติ มีเรื่องเล่าว่า สมัยหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปรับบิณฑบาตที่บ้านคฤหบดีผู้หนึ่ง คฤหบดีและคฤหปตานี สามีภริยาได้ถวายบังคมและทูลถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ที่ทั้งสองมีต่อ กันให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ ว่าตั้งแต่อยู่กินกันมาทั้งคู่ไม่เคยคิดนอกใจกันเลยไม่ว่าด้วยกายหรือใจ และทูลต่อว่าหากทั้งสองปรารถนาจะพบและเป็นสามี-ภริยากันอีกในทุกๆชาติจะเป็น ไปได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ถ้าสามีภริยาปรารถนาจะพบกันอีกในภายหน้าย่อมเป็นไปได้ หากคนทั้งสองนั้นมีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีการบริจาคเสมอกัน และมีปัญญาเสมอกัน

ทั้งหมดนี้คือ เนื้อหาสาระบางส่วนที่ปรากฏใน พระไตรปิฎก ซึ่งหลายๆเรื่องเราอาจจะคาดไม่ถึงว่าพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ด้วยหรือ เช่น เหตุที่ทำให้สตรีสวยงาม วิธีแก้ง่วง การป้องกันงูกัด เสน่ห์หญิงเสน่ห์ชาย เป็นต้น ท่านที่สนใจไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะพระไตรปิฎกสำหรับเยาวชนอ่านได้ง่าย สนุก และได้เรียนรู้หลักธรรมในระดับหนึ่ง
.........................................................................

อมรรัตน์ เทพกำปนาท

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม.

 http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2548&MM=5&DD=12
ที่มาภาพ  :http://www.sema.go.th/files/Content/Social/k4/0027/pkseven/content8/suwannaram.html
 
Read more »

ก้าวไปในบุญ :เสริมมงคลไหว้พระ ๙ วัด

 

     ปัจจุบันการไป ไหว้พระขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน ๙ วัด ที่มีชื่อเสียงของกรุงเทพมหานครกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง เพราะนอกจากความเชื่อที่ว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น และมีสิริมงคลตามชื่อของสถานที่แล้ว ยังเป็นการสร้างเสริมกำลังใจที่ดีด้วย อย่างไรก็ตาม การที่คนเราจะประสบความสำเร็จ พบความก้าวหน้าในชีวิตได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราคาดหวังหรือปรารถนาด้วย ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเสนอแนวทางปฏิบัติ “ก้าวไปในบุญ” เสริมกุศลที่ท่านทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามคติความเชื่อของสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่ง ดังนี้

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ผู้ไปไหว้มีคติความเชื่อว่า “เดินทางปลอดภัยดี มีมิตรไมตรี” ซึ่งหลักธรรมที่จะทำให้ปลอดภัยทั้งการเดินทางและการดำรงชีวิตได้ คือ การไม่ประมาท มีสติ คือ ให้รู้ตัวอยู่เสมอ เช่น ขณะที่ดื่มของมึนเมา ง่วงนอน หรือพูดโทรศัพท์มือถือก็ไม่ควรขับรถ เป็นต้น ส่วนการสร้างไมตรีให้เกิดขึ้น สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การให้ทาน ให้อภัย ให้สิ่งของ ให้ความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น เป็นต้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า“ ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย” และ”ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้"

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เพื่อให้เกียรติแก่ทหารมอญในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งมีชัยชนะต่อข้าศึกถึง ๓ ครั้ง ผู้ที่ไปวัดนี้ เพราะเชื่อในคติที่ว่า “มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง” ซึ่งธรรมที่จะช่วยให้คนชนะอุปสรรคได้ทุกอย่างคือ ความเพียรพยายาม และความอดทน ที่จะทำให้เรามีความมุ่งมั่น เจอปัญหาก็ไม่ย่อท้อ หรือยอมแพ้ แต่จะต่อสู้ แก้ไข อดทนต่อความยากลำบากจนประสบความสำเร็จในที่สุด พระพุทธองค์กล่าวว่า “ คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร”

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นวัดที่มีเจดีย์ถึง ๙๙ องค์ ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย มีคติตามความเชื่อว่า “ร่มเย็นเป็นสุข” คนจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ต้องเป็นคนมีศีลมีธรรม อย่างน้อยที่สุดก็ควรมี เบญจศีล หรือ ศีลห้า กำกับการดำเนินชีวิต เพราะจะทำให้เราไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นทั้งกาย วาจา และใจ อันจะมีผลให้เราไม่มีศัตรูที่จะมาทำร้ายหรือทำให้เราเดือดร้อนภายหลัง พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า “ธรรม ย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม”

วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว เป็นที่ประดิษฐานของ”พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มีคติสำหรับผู้มาไหว้ว่า“แก้วแหวน เงินทอง ไหลมา เทมา” อันหมายถึงให้มีความร่ำรวยนั่นเอง ซึ่งผู้ที่จะมีเงินทองได้จะต้องเป็นผู้รู้จักหาเงิน และใช้เงินเป็น เป็นคนทำมาหากินในทางที่ชอบหรือสัมมาอาชีวะที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสื่อม เสียแก่ตนในอนาคต และต้องเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนให้มีความชำนิชำนาญและรู้จริงในวิชาชีพ อีกทั้งต้องรู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่ได้มาด้วย พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ทรัพย์สินย่อมพอกพูนขึ้นได้ เหมือนดังก่อจอมปลวก”

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณและวิทยาคุณที่โด่งดังมาก มีคติในการไหว้พระที่นี่ว่า “มีคนนิยมชมชื่น” ซึ่งบุคคลที่จะทำให้ผู้อื่นนิยมชมชื่นได้ ควรจะมีหลักที่เรียกว่าสังคหวัตถุ ๔ ได้ คือ ทาน ได้แก่ การให้ปัน เอื้อเฟื้อด้วยปัจจัยสี่ ปิยวาจา คือการพูดจาดี สุภาพ ไพเราะน่าฟังต่อกัน อัตถจริยา คือ ทำประโยชน์แก่เขา บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น สมานัตตตา คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอาเปรียบผู้อื่น เช่นนี้ไปที่ใดย่อมทำให้คนรักใคร่ และประทับใจอยู่เสมอ ดังที่พระพุทธองค์กล่าวว่า “กลิ่นของคนดีย่อมหอมทวนลมไปได้”

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๘และมี”พระศรีศากยมุนี”เป็นพระประธานที่พระวิหาร มีคติว่า “ไหว้พระวัดสุทัศน์ฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป” การที่คนเราจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้ จะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์มาก เรียนรู้มาก และรู้จักนำมาใช้ ซึ่งเราสามารถนำหลักในการศึกษาเล่าเรียนมาใช้ได้นั่นคือ สุ จิ ปุ ลิ หรือ หัวใจนักปราชญ์ อันมาจาก สุต คือ ฟังมาก ในที่นี้เรารวมถึงการอ่านด้วย จินตนะ คือ การคิด รู้จักคิดใคร่ครวญหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ ปุจฉา การถามไถ่ให้เข้าใจให้ถ่องแท้ และ ลิขิต คือสามารถเขียน สื่อสารสิ่งที่เราศึกษาหรือเรียนรู้ออกมาได้ หัวใจนักปราชญ์นี้จะทำให้เราเป็นผู้ที่ไม่ล้าหลัง เพราะคนที่ฟังมาก อ่านมาก ย่อมจะได้เปรียบผู้อื่น ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร ยิ่งศึกษาหาความรู้มากเท่ใด ก็ย่อมจะเป็นพื้นฐานแห่งความฉลาดรอบรู้มากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นเสน่ห์แก่ตัวเราเองในการพูดคุยกับผู้อื่นอีกด้วย ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ที่ใฝ่ในการศึกษา ย่อมจะเป็นผู้เลิศ”

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง เป็นวัดที่มีพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง ๓๓ วาเศษ มีคติว่า “ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน” กล่าวกันว่าบุคคลที่ต้องการความเจริญก้าวหน้าหรือชีวิตที่รุ่งโรจน์ ควรจะต้องเลือกอยู่ในถิ่นที่เหมาะและสิ่งแวดล้อมที่อำนวยต่อการพัฒนาชีวิต ต้องรู้จักคบหาคนดี ผู้ทรงคุณและผู้ที่เกื้อกูลแก่การแสวงหาธรรมและความรู้ ข้อสำคัญคือ ต้องตั้งตนมั่นในธรรมและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีเป้าหมายที่ดีในชีวิต และควรเสริมด้วยหลักอิทธิบาท ๔ นั่นคือ มีฉันทะ ความพอใจและรักงานที่ทำ วิริยะ ความเพียรที่จะทำงานให้สำเร็จเสร็จสิ้น จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในงานที่ต้องทำ และวิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ เพื่อพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่ทำ เหล่านี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตยิ่งขึ้น ดังพระพุทธองค์ว่า“ถ้ารู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ตน ควรรีบลงมือทำสิ่งนั้นทีเดียว”
ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร รัชกาลที่ ๑ ได้มีพระราชพิธีฝังเสาพระหลักเมืองเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕ มีคติแก่ผู้มาไหว้ว่า “ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนา บารมี” ซึ่งนอกจากจะไหว้ศาลแล้ว เรายังสามารถสร้าง บุญกิริยาวัตถุ อันประกอบด้วย ทานมัย คือ ทำบุญด้วยทรัพย์สิ่งของ สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดีต่างๆ ภาวนามัย คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกจิตให้เจริญด้วยสมาธิและปัญญา นอกจากนี้ การประพฤติตนอ่อนน้อม การช่วยบำเพ็ญประโยชน์ การให้ผู้อื่นร่วมกระทำดี การยินดีในความดีของผู้อื่น การฟังธรรม หรือให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็ถือเป็นการทำบุญเช่นเดียวกัน ดังที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า”ไม่พึงดูหมิ่นว่าบุญเล็กน้อยจะไม่มีผล”

ศาลเจ้าพ่อเสือ เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ ซึ่งเป็นเคารพนับถือของชาวจีนและไทยเป็นอย่างมาก มีคติความเชื่อว่า “เสริมอำนาจบารมี” คนที่จะมีวาสนาบารมีส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้นำ หรือแม้มิใช่ แต่อยากจะให้ตนมีอำนาจบารมี ก็ควรจะปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรม อันเป็นคุณธรรมของผู้ปกครองหรือผู้บริหาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้อื่นเกิดความเคารพนับถือ และนำมาซึ่งการเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง มีอยู่ ๑๐ ประการ คือ ทาน-การให้ปัน ศีล-รักษาความสุจริต ปริจาคคะ-ความเสียสละ อาชชวะ-ความซื่อตรง มัททวะ-ความไม่เย่อหยิ่ง ตปะ-การมิให้กิเลสมาครอบงำ อักโกธะ- ความมีเหตุผลไม่เกรี้ยวกราด อวิหิงสา-ความไม่หลงระเริงในอำนาจ ขันติ-ความอดทน และอวิโรธนะ-การประพฤติมิให้ผิดจากธรรม ถือประโยชน์สุขของส่วนรวม นอกจากนี้ ยังต้องมีพรหมวิหาร ๔ คือ มีเมตตา ความปรารถนาให้คนอื่นเป็นสุข กรุณา ความสงสารอยากช่วยให้เขาพ้นทุกข์ มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข และอุเบกขา คือ มีใจเป็นกลาง เมื่อเห็นคนอื่นได้รับผลดีหรือชั่วตามเหตุที่เขาประกอบ ซึ่งหลักการทั้งสองอย่างนี้ แม้จะปฏิบัติได้เพียงบางส่วนก็ช่วยให้เกิดความนิยมนับถือได้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า”คนพาลเป็นผู้นำไม่ได้”
เราจะเห็นได้ว่าหลักปฏิบัติเหล่านี้ มิใช่เรื่องที่ยากหรือเหลือบ่ากว่าแรง แต่หากสามารถปฏิบัติไปพร้อมกับการไหว้สิ่งศักด์สิทธิ์ได้จะช่วยหนุนนำให้ ความปรารถนาของเราสัมฤทธิ์ผลเร็วยิ่งขึ้น
.....................................


อมรรัตน์ เทพกำปนาท 

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ที่มา:สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม. http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2548&MM=2&DD=8
ที่มาภาพ : http://www.morningsuntravel.com/travel/?page_id=294
Read more »

แนะนำให้รู้จัก สารพัด ”ผีของไทย”

 แนะนำให้รู้จัก สารพัด ”ผีของไทย”
 

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ได้ให้คำจำกัดความของ “ผี” ว่าคือ สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและเลว หรืออาจหมายถึง คนที่ตายไปแล้ว หรือเทวดาก็ได้ ส่วน “วิญญาณ” หมายถึง สิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในกายเมื่อมีชีวิต เมื่อตายจะออกจากกายล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่

ด้วยเหตุที่ “ผี” เป็นสิ่งที่ยากจะบอกได้ถึงรูปพรรณสัณฐานที่แน่นอน มีความลึกลับ ขึ้นกับความเชื่อ และจินตนาการ จึงถูกหยิบยกมาขู่เด็กอยู่เสมอ จนทำให้บางคนแม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกกลัวผีก็ยังมีอยู่ หนัง/ละครหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือต่างประเทศ ต่างก็สร้างสรรค์ “ผี” ออกมาในรูปแบบต่างๆมีทั้งแนวตลกขบขัน แนวสยองขวัญ น่ากลัว หรือแม้แต่แนวรักโรแมนติก ที่ฮิตๆอมตะสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ได้แก่ พวกแดร็กคิวร่า แฟรงเก็นสไตน์ แวมไพร์ม ส่วนไทยก็มี แม่นาคพระโขนง ผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ผีที่เราเห็นในหนังหรือละครนับว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผีทั้งหลายที่ยังมี อีกหลากหลายในไทย ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงอยากจะขอแนะนำ “ผีไทย” ในแบบอื่นๆให้รู้จักกันบ้าง โดยทั่วไป คนไทยแต่เดิมได้แบ่งผีออกเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ

๑.ผีฟ้า ได้แก่ผีที่อยู่บนฟ้า ซึ่งต่อมาเมื่อเรารับความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์มาจากพุทธศาสนา คนไทยภาคกลางจึงเรียกผีที่อยู่บนฟ้าว่า “เทวดา”หรือ “เทพ” และถือว่าเทวดามีหลายองค์ ส่วนคนทางภาคอีสานจะเรียกว่า “แถน”
 
๒.ผีคนตาย ได้แก่ผีที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว ผีชนิดนี้มีทั้งผีดีและผีไม่ดี ซึ่งผีดีที่คนนับถือยังแบ่งย่อยเป็นอีก ๓ ระดับ คือ ผีเรือน เป็นผีประจำครอบครัว คนไทยโบราณและชนชาติไทบางกลุ่มเรียกว่า “ผีด้ำ” หมายถึง ผีบรรพบุรุษ หรือผีปู่ย่าตายายพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ยังสถิตอยู่ในบ้านเรือน เพื่อคอยคุ้มครองและดูแลช่วยเหลือลูกหลาน และลูกหลานจะต้องเซ่นสรวงตามโอกาสอันสมควร ผีบ้าน คือ ผีประจำหมู่บ้าน บางแห่งเรียก ”เสื้อบ้าน” ได้แก่ผีที่คอยคุ้มครองและให้ความอนุเคราะห์แก่คนในหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมักจะมีสถานที่สำหรับทำพิธีบูชาบวงสรวง ผีเมือง หรือบางแห่งเรียก”เสื้อเมือง” ได้แก่ วิญญาณของเจ้าเมืององค์ก่อนๆหรือวีรบุรุษของกลุ่มชน คอยคุ้มครองและให้ความอนุเคราะห์ดูแลคนทั้งเมืองหรือรัฐ บางแห่งก็เรียก “เทพารักษ์” และมักมีการสร้างศาลให้เป็นที่สถิต

๓.ผีไม่ปรากฎรายละเอียดในด้านความเป็นมา ได้แก่ ผีที่ประจำอยู่กับสิ่งต่างๆที่มีในธรรมชาติ เช่น ผีป่า ผีเขา ผีน้ำ ผีประจำต้นไม้ เป็นต้น ผีดังกล่าวให้คุณและโทษได้ จึงต้องเซ่นสรวงให้ถูกวิธี โดยเฉพาะเมื่อต้องการความช่วยเหลือหรือขออนุญาตใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ ยังมีผีตามสภาพที่ปรากฏ เช่น บอกสภาพการตาย ได้แก่ ผีตายโหง ผีหัวกุด ผีตายทั้งกลม เป็นต้น ต่อไปนี้จะขอแนะนำผีแต่ละจำพวกให้ได้รู้จักกัน ดังนี้
ผียอดนิยมซึ่งเป็นที่รู้จักและมักถูกนำมาสร้างหนัง/ละครบ่อยๆ ได้แก่ ผีกระสือ คือผีที่เข้าสิงในตัวผู้หญิง และชอบกินของโสโครก คู่กับ ผีกระหัง ที่ชอบเข้าสิงผู้ชาย เชื่อกันว่าผีกระหังเป็นผู้ชายที่เรียนวิชาอาคม เมื่อแก่กล้าก็มีปีกมีหาง จะไปไหนก็ใช้กระด้งต่างปีก สากตำข้าวต่างขา สากกะเบือ ต่างหาง ชอบกินของโสโครกเช่นเดียวกับกระสือ ผีปอบ คือ ผีที่สิงอยู่ในตัวคน พอกินตับไต้ไส้พุงหมดแล้วก็จะออกไปและคนๆนั้นก็จะตาย ผีดิบ คือ ผีที่ยังไม่ได้เผา หรือผีดูดเลือด ผีตายทั้งกลม คือ หญิงที่ตายในขณะที่ลูกอยู่ในท้อง ผีตายโหง คือ คนที่ตายผิดธรรมดา เช่น ถูกฆ่าตาย ตกน้ำตายหรือตายด้วยอุบัติเหตุ ผีพราย หมายถึงหญิงที่ตายอันเนื่องมาจากคลอดลูกหรือตายในขณะที่ลูกเกิดมาได้ไม่นาน เชื่อกันว่าวิญญาณหญิงดังกล่าวจะมีความร้ายกาจมาก ส่วนผีพราย อีกประเภทหนึ่ง คือคนแก่ที่ป่วยไข้ออดแอดจนไม่มีกำลังต้องนอนซมอยู่เสมอ แต่พอคนอื่นไม่อยู่หรือเผลอ คนแก่นั้นก็เปลี่ยนไป ดวงตากลับวาวโรจน์และมีเรี่ยวแรงลุกไปหาของกินที่เป็นของสดหรือมีกลิ่นคาว หากมีใครมาพบก็จะทำท่าหมดแรงต้องนอนซมเหมือนเดิม บางแห่งก็ว่าผีพรายสามารถจำแลงกายเป็นสัตว์ต่างๆได้ โดยเฉพาะนกเค้าแมว หากบ้านไหนมีคนป่วยและมีนกเค้าแมวมาเกาะ จะเชื่อกันว่าผีพรายแปลงกายมาซ้ำเติมคนป่วยให้ตายโดยเร็ว ส่วนผีที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มข้างต้นแต่ชื่ออาจจะไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไร ก็ได้แก่ ผีโพง และ ผีเป้า คือผีที่ชอบกินของสด ของคาว เช่น เลือดสด และสิงในคนได้ บ้างก็ว่าผีโพงสิงคนแล้ว จะทำให้มีแสงสว่างออกมาทางจมูกเวลาหายใจและชอบหากินเวลากลางคืน ผีโขมด เป็นพวกเดียวกับ ผีกระสือหรือผีโพง เห็นเป็นแสงเรืองวาวในเวลากลางคืน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าคนถือไฟอยู่ข้างหน้า ผีกองกอย คือ ผีชนิดหนึ่งที่มีตีนเดียว ไม่มีสะบ้าหัวเข่า จึงต้องเดินเขย่งเกงกอย ชอบออกมาดูดเลือดที่หัวแม่เท้าของคนที่นอนหลับพักแรมในป่า 

สำหรับผีที่ให้คุณก็มี ผีขุนน้ำ คือ อารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย ซึ่งสถิตอยู่บนดอยสูง ผีขุนน้ำมักอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านจะอัญเชิญมาสถิตที่หอผีที่ปลูกอย่างค่อนข้างถาวรใต้ต้นไม้เหล่านี้ ผีขุนน้ำที่อยู่ต้นแม่น้ำใด ก็มักจะได้ชื่อตามแม่น้ำนั้น เช่น ขุนลาว เป็นผีอยู่ต้นแม่น้ำลาว ในจ.เชียงราย ผีมด และ ผีเมง คือ ผีบรรพบุรุษตามความเชื่อชาวล้านนา ( คำว่า “มด” หมายถึงระวังรักษา) ส่วนผีเมงนี้เข้าใจกันว่ารับมาจากชนเผ่าเม็งหรือมอญโบราณ ผีเจ้าที่ คือผีที่รักษาประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เป็นผู้ดูแลรักษาเขตนั้นๆ ดังนั้น คนโบราณเมื่อเดินทางและหยุดพักที่ใด มักจะบอกขออนุญาตเจ้าที่ทุกครั้ง ผีเจ้านาย คือ ผีที่มาประทับทรงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆของชาวบ้านชาวเมือง แต่มิใช่เสื้อบ้าน เสื้อเมืองหรือผีปู่ย่าตายาย ผีย่าหม้อหนึ้ง เป็นผีจำพวกผีเรือนสถิตอยู่กับหม้อที่ใช้นึ่งข้าว เมื่อใครจะเดินทางไกลก็นำข้าวเหนียวหนึ่งปั้นและกล้วยหนึ่งผลไปสังเวย บอกกล่าวผีย่าหม้อหนึ้งเพื่อให้คุ้มครอง หรือหากลูกหลานไม่สบายร้องไห้โยเยกลางคืน ชาวบ้านก็มักไปเอายาจากผีย่าหม้อหนึ้งโดยขูดเอาดินหม้อที่ติดกับหม้อไปผสม น้ำให้ลูกอ่อนกิน นอกจากดูแลคุ้มครองทรัพย์สินในครัวเรือนแล้ว ยังมีอำนาจในการพยากรณ์ได้ด้วย ซึ่งการลงผีย่าหม้อหนึ้งนี้มักทำเมื่อบุตรหลานไม่สบายหรือของหาย
 
         นอกเหนือไปจากผีดังกล่าวแล้ว ในแต่ละท้องถิ่นยังมีผีอีกหลายประเภท ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน อาทิ ผีกละ หรือ ผีกะ เป็นผีที่มักเข้าสิงคนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร เมื่อเข้าสิงใคร ก็จะแสดงกิริยาผิดปกติไป เมื่อคนสังเกตเห็นก็มักร้องขอกินอาหารและจะกินอย่างตะกละตะกลาม จึงเรียกผีกละตามลักษณะการกิน แต่มักเขียนเป็นผีกะ ผีกละยักษ์ เป็นผีที่อยู่รักษาสถานที่ต่างๆ เช่น วัดร้าง ถ้ำ หรือที่ซึ่งมีสมบัติฝังหรือซ่อนอยู่ ผีกละยักษ์จะคอยพิทักษ์สมบัติเหล่านั้น จนกว่าเจ้าของจะรับทรัพย์สินเหล่านั้นไป ในกรณีผีกละยักษ์ที่อยู่ในวัด เล่ากันว่า มักจะเป็นวิญญาณของพระหรือเจ้าอาวาสที่ผิดวินัย เมื่อตายแล้วไปเกิดไม่ได้ จึงต้องทำหน้าที่พิทักษ์วัดไปจนกว่าจะสิ้นกรรม รูปร่างของผีกละยักษ์ ไม่แน่นอน บ้างก็ว่าเป็นหมูตัวใหญ่ที่มีร่างกายเป็นทองแดง บ้างก็ว่าเป็นสุนัขใหญ่สีดำสนิททั้งตัว
ผีตามอย (อ่านว่า ผี-ต๋า-มอย) หมายถึงผี ๒ ชนิด ชนิดแรกเป็นผีที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีคน ผีชนิดนี้จะคอยมาเลียก้นคนที่ไปถ่ายอุจจาระ เพราะคนสมัยก่อนมักไปถ่ายตามขอนไม้ เมื่อถ่ายเสร็จก็จะใช้ไม้แก้งขี้ปาดไปตามร่องก้นให้สะอาด ถ้าแก้งขี้ไม่สะอาดก็จะถูกผีตามอยมาเลียก้น ทำให้เจ็บไข้ได้ วิธีแก้คือให้เอาดุ้นไฟสุดหรือไม้ที่เหลือจากไฟไหม้แล้วมาแก้งขี้เสีย (แก้ง-หมายถึงขูดให้สะอาด) ผีตามอย อีกชนิด เป็นผีที่คอยจับเอาหนุ่มหรือสาววัยรุ่นที่แตกกลุ่มเพื่อนที่เข้าไปในป่าหรือ ในดง นำไปมีเพศสัมพันธ์กับตน โดยคนที่ถูกกุมไปมักมีสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ผีโป่ง เป็นผีที่อยู่ตามโป่งซึ่งอาจเป็นโป่งดิน คือบริเวณที่มีดินเค็มซึ่งสัตว์มักไปแทะกิน หรือโป่งน้ำ คือที่มีน้ำผุดออกมาจากดิน ผู้ที่ไปสู่บริเวณโป่ง หากไม่สำรวมอาจจะถูกผีโป่งทำร้าย ทำให้เจ็บปวดที่เท้าหรือขา หรืออาจมีอาการเจ็บไข้รักษาไม่หาย
นอกจากผีลักษณะต่างๆตามที่กล่าวมาแล้ว เรายังมีทั้งการละเล่น สำนวน ช่วงเวลา กิริยาอาการและคำหลายคำที่เกี่ยวกับผี เช่น ผีด้งหรือผีนางด้ง เป็นผีที่หนุ่มสาวในท้องที่จะเชิญมาเล่นตามลานบ้านช่วงสงกรานต์ ผีถ้วยแก้ว เป็นการเล่นทรงเจ้าเข้าผีโดยผู้เล่นเอานิ้วแตะก้นแก้วให้เคลื่อนไปตามตัว อักษรเพื่อสื่อความหมาย ผีถึงป่าช้า หมายถึงจำใจทำเพราะไม่มีทางเลือก ผีบุญ คือ ผู้อวดคุณวิเศษว่ามีฤทธิ์ทำได้ต่างๆนานา ผีบ้านไม่ดี ผีป่าก็พลอย หมายถึง คนในบ้านเป็นใจให้คนนอกบ้านเข้ามาทำความเสียหายได้ ผีซ้ำด้ำพลอย คือ ถูกซ้ำเติมเมื่อพลาดพลั้งหรือเมื่อคราวเคราะห์ร้าย ผีอำ คือ อาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนมาปลุกปล้ำหรือยึดคร่า ทำให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น บางคนก็เรียก ผีทับ จะมีอาการอึดอัด พูดจาไม่ได้ ลุกไม่ได้ ผีผลัก คืออุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บหรือล้มตาย เนื่องจากใช้ของแหลมมาจี้ใส่กันเป็นเชิงล้อเล่น ผีเจาะปาก หมายถึงมีปากก็สักแต่พูดเรื่อยเปื่อย พูดไม่มีสาระ ผีพุ่งไต้ หมายถึงดาวตก ผีตากผ้าอ้อม หมายถึง แสงแดดที่สะท้อนกลับมาสว่างในเวลาเย็นจวนค่ำ มีสีส้มอมเหลือง ผีขนุน หมายถึงหญิงขายบริการตามต้นขนุนริมคลองหลอด กรุงเทพฯ ผีเพลีย คือดิถีวันห้าม ไม่ให้แรกนา ฯลฯ (ดิถี คือการนับวันตามจันทรคติ เช่น ขึ้น ๑ ค่ำ แรม ๒ ค่ำ เป็นต้น)

ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น แม้จะเป็นเพียงบางส่วนของเรื่องผีๆ แต่เชื่อว่าคงจะทำให้ท่านได้รู้จัก “ผีของไทย”มาก ยิ่งขึ้น

..................................................

อมรรัตน์ เทพกำปนาท

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ข้อมูลจากสารานุกรมไทย /พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานและฉบับมติชน
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2547&MM=12&DD=2
ที่มาภาพ  :
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPREU1TVRFMU1nPT0=
 
Read more »